
ไทยควรเตรียมต่อสู้ไว้บ้างไหม
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์พูดถึง WTO หรือองค์การการค้าโลกทำให้คิดว่ามีประเด็นพื้นๆ ที่น่าจะทำความเข้าใจกันได้ เผื่อคู่ค้าสำคัญของไทยหยิบมาตรการอะไรมาใช้ ที่มีผลกระทบต่อไทยมากมายจนทนไม่ได้ จะได้มีทางเลือกสำรองไว้บ้างผู้เขียนเห็นว่าบางมาตรการที่กล่าวหาไทย ปรากฏใน NTE นั้นดูจะไม่เป็นธรรมนัก เช่น เรื่องของสุขอนามัยเป็นต้น (SPS-Sanitary and Phytosanitary Measure) แต่ไทยก็ต้องเป็นมวย อย่าทำอะไรที่ขัดกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ อย่ามักง่ายเห็นประโยชน์แค่ระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ดูจะเป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน สำหรับการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่งทำท่าจะดีขึ้น เรียกว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก”เท่าที่ได้คุยๆ กันมาน่าจะมีปัญหาใหญ่ที่เป็นห่วงกันอยู่ 2 ประการคือ- การถูกตัดจีเอสพี- การใช้มาตรการกีดกันต่างๆ โดยอ้างว่าตอบโต้ไทยมาตรการจีเอสพีนั้น เรียกว่าเป็นอะไรที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มาฟรีๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนให้ยืนได้บนขาของตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าจะเทียบให้เห็นก็เหมือนกับประชานิยม เรื่องนี้อย่าว่าแต่คนไทยเลย ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นเหมือนเป็นยาเสพติด บางประเทศมีความเจร
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
พูดถึง WTO หรือองค์การการค้าโลกทำให้คิดว่ามีประเด็นพื้นๆ ที่น่าจะทำความเข้าใจกันได้ เผื่อคู่ค้าสำคัญของไทยหยิบมาตรการอะไรมาใช้ ที่มีผลกระทบต่อไทยมากมายจนทนไม่ได้ จะได้มีทางเลือกสำรองไว้บ้าง
ผู้เขียนเห็นว่าบางมาตรการที่กล่าวหาไทย ปรากฏใน NTE นั้นดูจะไม่เป็นธรรมนัก เช่น เรื่องของสุขอนามัยเป็นต้น (SPS-Sanitary and Phytosanitary Measure) แต่ไทยก็ต้องเป็นมวย อย่าทำอะไรที่ขัดกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ อย่ามักง่ายเห็นประโยชน์แค่ระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ดูจะเป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน สำหรับการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่งทำท่าจะดีขึ้น เรียกว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก”
เท่าที่ได้คุยๆ กันมาน่าจะมีปัญหาใหญ่ที่เป็นห่วงกันอยู่ 2 ประการคือ
- การถูกตัดจีเอสพี
- การใช้มาตรการกีดกันต่างๆ โดยอ้างว่าตอบโต้ไทย
มาตรการจีเอสพีนั้น เรียกว่าเป็นอะไรที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มาฟรีๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนให้ยืนได้บนขาของตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าจะเทียบให้เห็นก็เหมือนกับประชานิยม เรื่องนี้อย่าว่าแต่คนไทยเลย ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นเหมือนเป็นยาเสพติด บางประเทศมีความเจริญแทบจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้แต่ยังเกาะอยู่กับประเทศกำลังพัฒนาไม่ยอมไปไหนเพราะสิทธิพิเศษบางประการ ใน WTO เองก็มีกฎเกณฑ์ให้ใช้มาตรการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาได้เรียกว่าเป็น Special and Differential Treatment โดยประเทศสมาชิก WTO ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญคือ MFN (Most-Favoured-Nation Treatment)
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ความกลัวเรื่องการถูกตัดจีเอสพีน่าจะไม่มากมายเหมือนสมัยก่อน เพราะได้เผชิญกับการถูกตัดจีเอสพีทั้งในรูปของการตัดเป็นบางปีตามเงื่อนไข (Criteria) ที่มีการกำหนดไว้และการถูกตัดออกไปเลยเป็นบางสินค้า เนื่องจากประเทศผู้ให้เขาเห็นว่า เรามีความสามารถในการแข่งขันแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งคือมาตรากีดกันทางการค้า แต่ไม่ใช่มาตรากีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งมาในรูปแบบที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของ WTO ที่เรียกว่า อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade) เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้าไว้สูง การกำหนดให้สินค้านั้นไม่เป็นพิษต่อมลภาวะ เป็นต้น หรือมาตรการด้านสุขอนามัย ที่เรียกว่า SPS (Sanitary and Phytosanitary Measures) ที่ผู้ส่งออกไทยน่าจะรู้จักกันดี ซึ่งมาตรการหล่านี้ไม่ใช่จะนำมาใช้กันได้ง่ายๆ
แต่ที่สำคัญในช่วงนี้มาตรการที่น่าจะมาแรง มีโอกาสที่คู่ค้าอย่างสหรัฐจะนำมาใช้คือ มาตรการกีดกันต่างๆ ที่อ้างว่าเป็นการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่เอาเปรียบ ซึ่งเป็นมาตรการที่ WTO อนุญาตให้ใช้ตอบโต้กับประเทศที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices)
โดยเฉพาะหากประเทศที่ใช้มาตรการตอบโต้เป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดจึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ มาช่วยป้องกันตัว มาตรการเหล่านี้ เช่น มาตรการ Anti-Dumping Duty, Countervailing Duty, Safeguard เป็นต้น ซึ่งที่จริงประเทศไทยก็เผชิญกับมาตรการเหล่านี้มา และได้มีการออกกฎหมายมารองรับให้สามารถใช้มาตรการเหล่านี้เองได้
แต่ที่ผ่านมาผู้เขียนจำได้ว่าประเทศไทยมีการใช้มาตรการเหล่านี้น้อยมาก และที่สำคัญคือ เมื่อประเทศไทยต้องเจอะเจอกับการที่ประเทศอื่นเขาใช้มาตรการเหล่านี้ เรายังไม่เคยต่อสู้หักล้างได้ทั้งในเวทีทวิภาคี และในเวที WTO โดยการฟ้องกลับ
สาเหตุที่สำคัญจากประสบการณ์ของผู้เขียนคือ เราไม่มีข้อมูลจะไปต่อสู้กับเขา ความไม่มีนั้นเกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือ ไม่มีจริงๆ หรือไม่ต้องการจะให้แก่ภาครัฐเพราะขาดความเชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมากเพราะข้อมูลเหล่านี้ ภาคเอกชนที่เผชิญกับมาตรการใดมาตรการหนึ่ง ที่กล่าวข้างต้นได้ให้แก่สำนักงานทนายความไปแล้ว ดังที่ผู้เขียนเคยประสบสมัยที่เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
กล่าวคือมีบริษัทเอกชนรายหนึ่งประสบกับการไต่สวนโดยประเทศผู้นำเข้าว่ามีการทุ่มตลาดสินค้าชนิดหนึ่ง จึงได้มีการจ้างบริษัททนายต่อสู้ในระดับทวิภาคี โดยเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และแพ้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น บริษัททนายจึงแนะนำให้นำเรื่องนั้นขึ้นฟ้องใน WTO ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย แต่ทราบว่าบริษัททนายดังกล่าวไม่มีความเชี่ยวชาญในกฎระเบียบของ WTO โดยเฉพาะความตกลง Anti-Dumping จึงเสนอให้ใช้ Law Center ซึ่งเป็นศูนย์ที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาต้องต่อสู้ทางด้านกฎหมายใน WTO และประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง
ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นเอกอัครราชทูตอยู่ที่เจนีวา ผู้อำนวยการศูนย์เป็นคนเก่งมาก เป็นอดีตผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ WTO และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียให้กับศูนย์เป็นลักษณะเหมาจ่ายและถูกกว่าที่ต้องจ่ายให้บริษัททนายถึง ประมาณ 1 ใน 3 แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการนำเรื่องขึ้นฟ้องใน WTO เพราะนัยว่าบริษัทดังกล่าวไม่ให้ข้อมูล โดยอ้างว่า ข้อมูลได้ให้บริษัททนายไปหมดแล้ว ทำให้เขียนคำฟ้องไม่ได้
ที่เขียนมานี้ก็เพื่อให้เตรียมตัวกันไว้บ้าง หากจะต้องต่อสู้ก็คิดให้ดีว่าจะไปให้สุดซอยหรือจะไปแค่ครึ่งๆ กลางๆ พอหอมปากหอมคอ







