posttoday
ช่วยเกษตรกร ต้องเลิกอัดแต่สินเชื่อ ระวังหนี้ครัวเรือน ลามเป็นระเบิดเวลา

ช่วยเกษตรกร ต้องเลิกอัดแต่สินเชื่อ ระวังหนี้ครัวเรือน ลามเป็นระเบิดเวลา

02 พฤษภาคม 2560

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐขณะนี้ กระทรวงการคลัง และรัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาหามาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน เนื่องจากภาพรวมการแก้ปัญหาด้านการเกษตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำข้าว การประกันรายได้ หรือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในปีที่ผ่านมา  มีการใช้หลายมาตรการผสมผสานกัน ทั้งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว เงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางและเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวแต่ไม่ว่าจะใช้สูตรอะไรในการแก้ปัญหาให้เกษตรกร  ทุกปีรัฐบาลต้องควักเงินงบประมาณมาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกพืชตั้งแต่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นเงินไม่น้อยกว่า 8 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท/ปี ยกเว้นโครงการมหากาพย์รับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ใช้เงินมหาศาลถึง 8 แสนล้านบาท และผลจากการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 40% กลายเป็นว่าข้าวเปลือกทะลักเข้าโครงการถึง 38 ล้านตัน เสียหาย 2 เด้งจากราคาที่รับจำนำมาแพง กับข้าวล้นสต๊อกและเสื่อมสภาพระบายไม่ทัน ทำกลไกตลาดเสียหายมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาทแม้ที่ผ่านมาจะมี

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ขณะนี้ กระทรวงการคลัง และรัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาหามาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน เนื่องจากภาพรวมการแก้ปัญหาด้านการเกษตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำข้าว การประกันรายได้ หรือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในปีที่ผ่านมา  มีการใช้หลายมาตรการผสมผสานกัน ทั้งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว เงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางและเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว

แต่ไม่ว่าจะใช้สูตรอะไรในการแก้ปัญหาให้เกษตรกร  ทุกปีรัฐบาลต้องควักเงินงบประมาณมาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกพืชตั้งแต่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นเงินไม่น้อยกว่า 8 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท/ปี ยกเว้นโครงการมหากาพย์รับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ใช้เงินมหาศาลถึง 8 แสนล้านบาท และผลจากการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 40% กลายเป็นว่าข้าวเปลือกทะลักเข้าโครงการถึง 38 ล้านตัน เสียหาย 2 เด้งจากราคาที่รับจำนำมาแพง กับข้าวล้นสต๊อกและเสื่อมสภาพระบายไม่ทัน ทำกลไกตลาดเสียหายมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท

แม้ที่ผ่านมาจะมีจุดที่เสียหาย แต่นับว่าชาวนาไทยโชคดีที่รัฐบาลยังให้ความสนใจในการออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเสมอมา ส่วนหนึ่งเพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ฉุดกำลังซื้อ และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาฐานเสียงทางการเมือง

แต่เพื่อไม่ให้ปัญหาแบบเดิมวกกลับเข้ามาอีก  รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังคิดหาสูตรการออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน นำไปสู่การปฏิรูปภาคเกษตรที่ชูให้วาระสำคัญของชาติ

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วคือการส่งเสริมระบบประกันภัยพืชผล  ซึ่งอยู่ใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยในปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ทำโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 มีพื้นที่เป้าหมาย  จำนวน 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ และกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 3,217.13 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแก่เกษตรกรผู้ขอเอาประกันภัย แบ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. จำนวน 29.5 ล้านไร่ และสำหรับเกษตรกรทั่วไปอีกไม่เกิน 5 แสนไร่ เพื่อเป็นการสร้างระบบประกันภัยพืชผลให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ควรเพิ่มเรื่องการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกตามโซนนิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนด โดยรัฐจะสนับสนุนการทำประกันภัยพืชผลในพื้นที่ที่กำหนด รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเฉพาะโซนนิ่ง เพื่อจำกัดพื้นที่เพาะปลูกเช่น ข้าว จะไม่มีการปล่อยสินเชื่อในพื้นที่ที่ห้ามทำนาปรัง แต่จะให้สินเชื่อกับการปลูกพืชทดแทนอื่นตามที่กำหนด เพื่อให้เงินงบประมาณ และเงินสินเชื่อที่ปล่อยไปได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลจะต้องจัดการเรื่องสมดุลการผลิตและความต้องการของข้าว

ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยใหม่  เรื่องนี้จะต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องการปรับลดพื้นที่การปลูกให้เหมาะสมกับการบริโภค และการส่งออก โดยค่าเฉลี่ยคนไทยบริโภคข้าวปีละ 9-10 ล้านตัน ส่งออกปีละ 10 ล้านตัน แต่ที่ผ่านมาผลผลิตเคยสูงถึง 38 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วได้ 23-24 ล้านตัน เมื่อหักการบริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน จะเหลือข้าวถึง 14 ล้านตัน แต่ข้าวที่ส่งออกได้จะมีอยู่ราว 9-10 ล้านตัน ทำให้สินค้าล้นตลาด ประกอบต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ต้นทุนอยู่ที่ 340 เหรียญสหรัฐ/ตัน อินเดียอยู่ที่ 350 เหรียญสหรัฐ/ตัน และของไทยอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้แข่งขันไม่ได้ แม้คุณภาพข้าวไทยจะดีกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือการลดพื้นที่ปลูกข้าวโดยเฉพาะการลดการปลูกข้าวนาปรัง และหาพืชที่จะให้มาปลูกทดแทน แต่ต้องหาตลาดมารองรับสินค้าด้วย เนื่องจากชาวนาจะยอมเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก หรือปรับตัวได้ยากกว่าเกษตรกรชาวสวนที่สามารถเปลี่ยนพืชใหม่ได้ทันที ที่ผลตอบแทนไม่คุ้มเงินลงทุน

สำหรับมาตรการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยค่าเก็บเกี่ยว ค่าขึ้นยุ้งฉาง รวมถึงโครงการสินเชื่อชะลอการขาย หรือการใช้มาตรการประกันรายได้ มีวงเงินที่ใช้ต่อปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ถือเป็นมาตรการระยะสั้น แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ควรใช้มาตรการนี้เป็นมาตรการถาวร  เพราะการอัดสินเชื่อให้เกษตรกรอย่างเดียวจะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี เหมือนการอัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะพวกเอสเอ็มอีจะมีองค์ความรู้ที่สามารถนำเงินสินเชื่อไปพัฒนาต่อยอดได้ ต่างกับชาวนาหากให้แต่สินเชื่อแต่ไม่ให้องค์ความรู้ไปด้วยเงินที่ได้ไปก็จะหายกลายเป็นหนี้เพิ่ม

มีตัวอย่างการแก้ปัญหาเรื่องการลดพื้นที่การเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คือ ในประเทศเวียดนาม ทำโดยใช้วิธีการให้เมล็ดพันธุ์ที่ดี พร้อมวิธีการปลูกไปด้วย แทนการให้เงินสินเชื่อ ซึ่งยอมรับว่ากรมส่งเสริมการเกษตรของประเทศเวียดนามมีความเข้มแข็ง  สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าว และสนับสนุนให้เกษตรกรมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะข้าวโพดสามารถนำมาให้อุตสาหกรรมอาหาร และผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยมีการสร้างโรงงานเพื่อรองรับผลผลิตแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ มีการสนับสนุนอาชีพเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน และส่งเสริมให้ประชาชนกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่า การแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง จะใช้มาตรการทางการเงินสั่งให้แบงก์รัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. พักหนี้ ลดภาระดอกเบี้ยทุกปี รวมทั้งให้สินเชื่อใหม่ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน  ซึ่งมาตรการเหล่านี้ถือว่าน่าจะเดินมาจะสุดซอยแล้ว เพราะคนที่เข้ามาตรการพักหนี้ ก็ไม่สามารถจะกู้เงินไปลงทุนก้อนใหม่ได้ หรือแม้กระทั่งความต้องการให้ ธ.ก.ส.ลดดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อลดภาระเกษตรกร ในมุมกลับกันยิ่งไปสร้างแรงจูงใจให้คนอยากเป็นหนี้เพิ่ม หากจะใช้มาตรการดังกล่าวเช่นนี้เป็นระยะเวลาที่นานเกินไป น่าจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

สุดท้าย จะเกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 80% ของจีดีพี แต่อนาคตการเร่งอัดสินเชื่อให้กลุ่มคนที่ยังไม่มีความพร้อม จะกลายเป็นหนี้เสียที่คุมไม่อยู่ จนอาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคตก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท