
แรงงานไทย ตลาดใหญ่แก๊งค้ายาไต้หวัน
กระบวนการยาเสพติดได้มุ่งจำหน่ายยาไอซ์ให้แรงงานไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากมีแนวโน้มเสพยามากกว่าแรงงานประเทศอื่นๆ โดยใช้วิธีจัดคนจำหน่ายยาเสพติดเป็น 2 กะ....
กระบวนการยาเสพติดได้มุ่งจำหน่ายยาไอซ์ให้แรงงานไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากมีแนวโน้มเสพยามากกว่าแรงงานประเทศอื่นๆ โดยใช้วิธีจัดคนจำหน่ายยาเสพติดเป็น 2 กะ....
โดย...วิทยา ปะระมะ
ยาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงของมนุษยชาติ บั่นทอนพลังชีวิตผู้เสพ ทำร้ายจิตใจคนรอบข้างและส่งผลเสียต่อประเทศในภาพรวม
สำหรับไทยแม้จะไม่เห็นภาพคนเมายาบ้าเอามีดจี้คอผู้บริสุทธิ์ออกทีวีบ่อยครั้งเหมือนหลายปีก่อน แต่ก็ยังมีการขาย-ซื้อ-เสพ กันอย่างแพร่หลายเช่นเดิม ไม่เว้นแม้แต่คนงานไทยที่ออกไปขายแรงงานในต่างแดนก็ยังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจนได้
ราวเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทางการไต้หวันมีปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมยาเสพติดในเขตพื้นที่เมืองไทจง ทางตอนกลางของเกาะไต้หวัน ผลปรากฏว่าสามารถทลายแหล่งค้ายาเสพติดได้ 34 แห่ง จับกุมผู้ค้ายาเสพติดชาวไต้หวันได้ 32 คน และมีแรงงานไทยถูกจับอีก 2 คน
แรงงานไทย 2 คนนี้คือนายพิเชฐ รัตนวงษ์ อดีตแรงงานไทยที่ไปแต่งงานในไต้หวัน อีกคนคือนายสมน้อย วิทวัฒน์ ลูกจ้างบริษัท กั๋วเว่ยโลหภัณฑ์ เมืองไทจง
สำหรับนายพิเชฐเป็นคนที่ถูกแก็งค์ค้ายาใต้หวันชักชวนให้มาร่วมค้ายาเพื่อเจาะตลาดแรงงานไทยโดยตรง ได้รับค่าจ้างในการขายยาเดือนละ 3 หมื่นเหรียญพร้อมอาหารและที่พัก ส่วนนายสมน้อยถูกจับพร้อมของกลางคือยาไอซ์ซึ่งอ้างว่าพกไว้เพื่อเสพเอง
นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าขณะนี้ได้สั่งการไปยังสำนักงานแรงงานไต้หวันเพื่อเตือนแรงงานไทยระมัดระวังอย่าเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดแล้ว
“กระบวนการยาเสพติดได้มุ่งจำหน่ายยาไอซ์ให้แรงงานไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากมีแนวโน้มเสพยามากกว่าแรงงานประเทศอื่นๆ โดยใช้วิธีจัดคนจำหน่ายยาเสพติดเป็น 2 กะทั้งกลางวันและกลางคืน ขายตั้งแต่เฮโรอีน ยาไอซ์ ไปจนถึงยาบ้า”
วิธีการทำตลาดของเดนมนุษย์เหล่านี้จะเชื้อชวนให้แรงงานเสพยาโดยไม่คิดเงิน แต่เมื่อติดยาแล้วต้องจ่ายเงินซื้อและหากไม่มีเงินคืนก็ต้องมาเป็นเอเย่นต์เพื่อใช้หนี้ทำให้การค้ายาเสพติดขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆในกลุ่มแรงงานไทย
สุภัท กุขุน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ไต้หวันถือเป็นตลาดส่งออกแรงงานที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย ปัจจุบันมีคนไทยเขาไปทำงานกว่า 8 หมื่นคน ถือว่าเป็นประเทศที่แรงงานไทยครองตลาดไว้กว่า 80% รองลงมาได้แก่แรงงานจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
“คนไทยส่วนมากกว่า 80% จะทำงานในภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ส่วนพวกอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จะเน้นในภาคบริการและทำงานบ้าน ตลาดนี้มีคนไทยทำงานเพียง 1-2% เท่านั้น”
แน่นอนว่านอกเหนือจากการตกเป็นเหยื่อแก็งค์ค้ายาไต้หวันแล้ว คนไทยด้วยกันเองก็ยังลักลอบนำยาบ้าเข้าไปขายให้เพื่อนแรงงานไทยด้วยกันเองอีกด้วย
“เมื่อก่อนก็มีการฝากยาต่างๆจากเมืองไทยไปให้ญาติที่โน่น หลังๆมาพวกแก็งค์ค้ายาก็ใช้ช่องโหว่นี้ลักลอบฝากยาบ้าเข้าไปโดยอ้างว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาพวกนี้ไม่ได้ขนไปทีละเยอะๆ พกไปทีละน้อยบ้างโหลดใส่กระเป๋าไปบ้าง ทางตำรวจไต้หวันและสถานทูตเราก็กวดขันจับได้หลายรายแล้ว ในส่วนของกรมการจัดหางานเองก็มีการอบรมก่อนออกประเทศว่าอย่าไปรับฝากยาสามัญประจำบ้านให้ใคร”
แม้ไม่มีตัวเลขยืนยันแน่นอนแต่ด้วยลักษณะการทำงานในโรงงาน ทำเป็นกะ บ้างก็ทำโอทีด้วยทำให้การเสพยาในหมู่แรงงานไทยเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามสุภัทมองว่าปัญหายังไม่ถือว่าเข้าขั้นรุนแรงแต่เริ่มเป็นสัญญาณเตือนให้ทางการไทยต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
เพราะนอกจากกฎหมายไต้หวันจะระบุความผิดในการจำหน่ายยาเสพติดมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิตและห้ามประกันตัว ห้ามเยี่ยม และกรณีมียาเสพติดในครอบครองจะต้องถูกส่งเข้าสถานบำบัดยาเสพติดเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนและเนรเทศออกจากประเทศแล้ว
มันยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและอาจมีผลต่อนโยบายการรับแรงงานไทยเข้าไปทำงานในไต้หวันในวันข้างหน้าก็เป็นได้
“คิดง่ายๆว่าถ้าแรงงานเรามีภาพลักษณ์ไม่ดีใครจะอยากรับเข้าทำงานในประเทศ”
นอกจากเรื่องภาพลักษณ์แล้ว ผลกระทบอีกด้านก็ยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจด้วย สุภัทขยายความว่าปัจจุบันแรงงานไทยจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1.5-2 หมื่นบาท/คน/เดือน หักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันออกประมาณ 30% จะเหลือ 1-1.2 หมื่นบาท
เงินในส่วนนี้เป็นเงินที่แรงงานไทยส่งกลับมาให้คนที่บ้านทุกเดือนๆผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย รวมแล้วประมาณ 9,600 พันล้าน -1.15 หมื่นล้านบาท/ปี
...ถ้าเอาเงินไปเสพยา เงินที่ส่งกลับบ้านก็น้อยลง และหากอนาคตไต้หวันรับแรงงานไทยน้อยลง รายได้ที่ควรเข้าประเทศก็น้อยลงตามเช่นกัน...







