
โอกาสในการลงทุน … การพลาดโอกาส หรือการพลาด
ช่วงนี้ข่าวที่หลายท่านให้ความสนใจมากข่าวหนึ่ง คือ ข่าวการชักชวนระดมเงินลงทุน หรือชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกเพื่อขายสินค้า
โดย...ดร.ทัศนีย์ สติมานนท์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) www.econ.nida.ac.th; [email protected]
ช่วงนี้ข่าวที่หลายท่านให้ความสนใจมากข่าวหนึ่ง คือ ข่าวการชักชวนระดมเงินลงทุน หรือชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกเพื่อขายสินค้า แต่มิได้มุ่งเน้นการขายสินค้า หากแต่เน้นการเชิญชวนสมาชิกใหม่ และจบลงด้วยการที่ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องราวการโกหกหลอกลวงเช่นนี้มีมานานแล้ว และไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น
การฉ้อฉลที่กล่าวข้างต้นนั้นสามารถแบ่งตามลักษณะการดำเนินงานได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบที่ผู้ถูกเชิญชวนไม่จำเป็นต้องหาสมาชิกใหม่ เพียงรอรับผลประโยชน์จากการร่วมลงทุนเท่านั้น การฉ้อฉลลักษณะนี้ ผู้ฉ้อฉลจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียง ทำให้ผู้ถูกเชิญชวนตัดสินใจร่วมลงทุนจากความน่าเชื่อถือของผู้ฉ้อฉล และ 2) รูปแบบที่ผู้ถูกเชิญชวนได้รับผลประโยชน์จากการหาสมาชิกเพิ่ม หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ แชร์ลูกโซ่ ซึ่งจะมีลักษณะที่คล้ายกับรูปแบบการทำธุรกิจที่ถูกกฎหมายในรูปแบบการขายตรง (Multi-Level Marketing : MLM) ทั้งนี้ การฉ้อฉลทั้งสองรูปแบบมีการดำเนินการ “โกง” ที่เหมือนกัน คือ ผู้ฉ้อฉลจะหลอกผู้ถูกเชิญชวนด้วยการให้ผลประโยชน์ที่ดูดี “เกินจริง” เพื่อหลอกให้มีผู้ลงทุนหรือร่วมเป็นสมาชิกจำนวนมาก และจะจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกรุ่นเก่าด้วยเงินลงทุนของสมาชิกรุ่นใหม่ โดยไม่มีการทำธุรกิจที่ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด
การฉ้อฉลในลักษณะข้างต้นเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนในหลายประเทศ เพียงแต่คำโกหกจะปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละสภาพสังคมและกลุ่มคนที่ถูกเชิญชวน ในบทความนี้ผู้เขียนขอเน้นรูปแบบการฉ้อฉลที่ผู้ถูกชักชวนไม่ได้รับประโยชน์จากการหาสมาชิกใหม่ โดยจะยกตัวอย่างกรณีการฉ้อฉลด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นที่นับหน้าถือตา โดยจะกล่าวถึงกรณีของเมดอฟฟ์ (Bernard Madoff)
เมดอฟฟ์มีประวัติการทำงานที่น่าเชื่อถือ เป็นประธานบริษัทซื้อขายหุ้นที่โด่งดัง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2503 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งตลาดหุ้น Nasdaq ภายหลังการไต่สวนพบว่า เขาไม่ได้ดำเนินงานตามปกติมานานนับสิบปีแล้ว การจ่ายเงินปันผลประมาณร้อยละ 10 ต่อปีให้กับนักลงทุนของเขา เป็นเพียงการนำเงินนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้นักลงทุนรายเก่าเท่านั้น นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่เสนอให้นักลงทุนมิได้ดูสูงผิดปกติ เพราะใกล้เคียงกับเงินปันผลของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกา (S&P 500) เมดอฟฟ์ไม่สามารถดำเนินการฉ้อฉลได้ต่อไปในปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกา ทำให้มีนักลงทุนขอเบิกเงินเป็นจำนวน 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เขามีเงินอยู่เพียง 200 กว่าล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ภายหลังพบว่ามูลค่าความเสียหายรวมในกรณีนี้สูงถึง 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้เสียหายประกอบไปด้วย กองทุน มูลนิธิ และมหาเศรษฐีมากมาย การดำเนินการฉ้อฉลของเมดอฟฟ์เป็นการโกงที่ยากจะเฉลียวใจ เพราะเขาเป็นนักการเงินที่เก่งฉกาจ และไม่มีผู้ใดคิดว่าบริษัทที่ดำเนินงานมากว่า 30 ปี จะโกงนักลงทุนได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของการฉ้อฉลลักษณะนี้พบในเดือน เม.ย. ปีที่แล้วที่ประเทศจีน ซึ่งคือกรณีการบริการจับคู่ให้กู้เงินโดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต (Peer-to-Peer Lending Scheme) โดยเว็บไซต์ Ezubao ซึ่งเป็นการดำเนินการจับคู่ผู้ที่มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงินลงทุน และเนื่องจากเป็นการจับคู่กันโดยตรงทำให้ผู้ออมได้รับผลตอบแทนที่ดี (ร้อยละ 9-14.6 ต่อปี) โดย Ezubao ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือน ก.ค. 2557 และเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากปกติมาก อีกทั้งยังมีการทุ่มเงินเพื่อการโฆษณาเว็บไซต์นี้ผ่านสื่อต่างๆ อาทิ ช่อง CCTV ซึ่งเป็นช่องของรัฐอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 95 ของเงินฝากไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้กู้แต่อย่างใด มูลค่าความเสียหายของกรณีนี้คือ 5 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.7 แสนล้านบาท โดยมีผู้เสียหายมากถึง 9 แสนคน
แล้วทำไมช่วงนี้เมืองไทยจึงมีเรื่องการฉ้อฉลเช่นนี้บ่อยนัก ... ในอดีตช่วงปี 2520-2541 ซึ่งเป็นช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตสูงทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึงร้อยละ 8 ถึงเกือบร้อยละ 14 แต่ในปัจจุบันผลตอบแทนจากการฝากเงินลดน้อยลง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยตามรายงานของธนาคารโลกในปี 2559 เท่ากับร้อยละ 1.35 เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงเช่นนี้ การเสนอทางเลือกใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงจึงเป็นทางเลือกที่ “น่าสนใจ” ประกอบกับ “ผู้เสนอ” ทางเลือกนั้นเป็นบุคคลใกล้ชิด น่าเชื่อถือ แล้วจะ “เสียโอกาส” ฝากเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต่ำทำไม ... ดังนั้น ผู้มีเงินออมจึงควรต้องระมัดระวังในการลงทุน เช่น มีเงื่อนไขที่ต้องลงทุนภายในเวลาที่จำกัด ให้ผลตอบแทนดูดีเกินจริง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาหาข้อมูลของธุรกิจว่ามีที่มาที่ไปเช่นไร แก่นของธุรกิจเป็นอย่างไร ทำไมถึงได้ผลกำไรมาก สินค้าหรือบริการของธุรกิจดีอย่างไร มีวิธีการขยายฐานลูกค้าอย่างไร เปรียบเทียบผลตอบแทนกับบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกัน ถามถึงเอกสารหลักฐานในการทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบงบการเงินของธุรกิจ
แม้ท่านคิดว่าเอกสารเหล่านี้ก็สามารถปลอมแปลงได้อยู่ดี แต่ผู้เขียนขอให้ข้อสังเกตว่า “ผู้ตั้งใจจะโกง” จะไม่สนใจเชิญชวนผู้ที่ตั้งคำถาม สอบถามมากเท่าไรนัก จะทำทีว่า หากคุณไม่สนใจ หรือถามมาก “โอกาสดีๆ แบบนี้” ฉันไปนำเสนอคนอื่นก็ได้ ... มันเป็นเส้นบางๆ ค่ะ ระหว่าง การพลาดโอกาส กับการพลาด ... เงินออมของเราหามาด้วยสัมมาอาชีพ ต้องป้องกันอย่าให้มิจฉาชีพนำเงินเราไปได้นะคะ







