
การก้าวผ่านแรงงาน 4.0
วันแรงงานแห่งชาติได้เวียนมาอีกครั้งเป็นวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานจัดต่อเนื่องมากว่า 40 ปี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทุกสมัย
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
วันแรงงานแห่งชาติได้เวียนมาอีกครั้งเป็นวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานจัดต่อเนื่องมากว่า 40 ปี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทุกสมัยให้ความสำคัญต่อภาคแรงงาน เห็นได้จากการจัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมาตั้งแต่ปี 2536 ปัจจุบันมีแรงงานซึ่งมีงานทำประมาณ 37.46 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 1/3 เท่านั้นที่เป็นแรงงานซึ่งอยู่ในระบบ ทำให้การพัฒนาที่ผ่านมาไม่ทั่วถึง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีการพัฒนาแรงงานมาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาในเชิงประสิทธิภาพกลับไม่ก้าวหน้าเมื่อเทียบกับทรัพยากรของชาติที่ใช้ไป ในช่วงที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงของภาคแรงงานที่เห็นชัดเจนคือค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2516 อัตราค่าจ้างวันละ 12 บาท ใช้เวลาถึง 4 ทศวรรษ ค่าจ้างจึงมาอยู่ที่วันละ 305-310 บาท ซึ่งภาคแรงงานยังบ่นว่าไม่ค่อยพอใช้ ซึ่งต้องเข้าใจว่าค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงค่าจ้างอ้างอิงสำหรับแรงงานแรกเข้า ซึ่งข้อเท็จจริงราคาตลาดที่จ้างกันก็สูงกว่านี้
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องแข่งขันในด้านราคาสินค้าส่งออกและแข่งขันให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อที่จะได้ขยายฐานการจ้างงาน ซึ่งแต่ละปีมีคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 5.5 แสนคน ในทุกๆ ปี ค่าจ้างขั้นต่ำจึงเป็นปัจจัยหลักต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งค่าจ้างของไทยก็ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน เช่น ประเทศมาเลเซียเฉลี่ยวันละ 326 บาท ฟิลิปปินส์เฉลี่ยวันละ 350 บาท หากเทียบกับประเทศที่อัตราค่าจ้างต่ำกว่าไทย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย อัตราเฉลี่ยประมาณ 175 บาท ส่วนประเทศเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นอัตราที่ต่ำกว่าไทยถึง 2.4 เท่า
ปัญหาภาคแรงงานต้องแก้ทั้งโครงสร้าง ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะหากต้องการพัฒนาค่าจ้างให้สูงเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น คงต้องไปดูที่ศักยภาพหรือผลิตภาพแรงงานที่วัดด้วยประสิทธิภาพการทำงาน ค่าจ้างสูงเท่าไรไม่ใช่ประเด็น หากผลิตภาพแรงงานที่ออกมาสูงกว่าธุรกิจก็ยังสามารถแข่งขันได้ ต้องยอมรับความจริงว่าเรื่องศักยภาพแรงงานของไทยคงต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะทิศทางเดินของประเทศจะมุ่งไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาใช้ในภาคการผลิต ซึ่งต้องการแรงงานมีทักษะ เกี่ยวข้องกับการเตรียมก้าวผ่านพร้อมสู่แรงงานยุคใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาขับเคลื่อนยกระดับแรงงาน โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับแรงงานจะต้องเป็นหัวจักรและให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว
ปัญหาสำคัญของแรงงานไทยในทศวรรษหน้าเกี่ยวข้องกับช่วงรอยต่อของการยกระดับแรงงาน ซึ่งมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50.5 และมีแรงงานซึ่งมีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาจนถึงไม่มีการศึกษามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46 ประเด็นคือครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งระบบเป็นคนที่อายุเลยวัยกลางคนไปจนถึงอายุมาก แถมการศึกษาน้อยและทักษะยังต่ำ ใน 10 ปีข้างหน้าคนเหล่านี้จะปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้หรือไม่เป็นความท้าทายอย่างสูง
นอกจากนี้ ปัญหาแรงงานของไทยซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับชาวบ้าน คือการขาดความสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ สถานะขาดแคลนแรงงานสายอาชีพอย่างรุนแรง แต่ผู้จบระดับปริญญามีการว่างงานในอัตราที่สูง เพราะบัณฑิตจบใหม่แต่ละปีเข้ามาในตลาดแรงงานมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 65 และส่วนใหญ่จบในสาขาที่ตนเองไม่ถนัดและตลาดไม่ต้องการ เป็นการสูญเสียทั้งเวลาของเด็กและผู้ปกครองต้องลงทุนด้านการศึกษา และมีจำนวนมากต้องกู้เงินมาส่งเสียค่าเรียน ขณะที่รัฐต้องลงทุนไปในด้านงบประมาณ กลายเป็นว่าผลผลิตที่ออกมากลับตกงานหรือว่างงานสะสมปีละมากกว่าร้อยละ 10 ตรงนี้คงต้อง
เร่งแก้ให้เป็นรูปธรรม
มีคำถามว่าหากจะพัฒนาศักยภาพของแรงงานของชาติด้วยการยกระดับทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตจะต้องทำอะไรบ้าง คงต้องเริ่มตั้งแต่การปฏิรูปสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยปรับเปลี่ยนตั้งแต่โครงสร้างระบบการศึกษา หลักสูตร ผู้สอน ที่สำคัญต้องส่งเสริมสร้างค่านิยมสายอาชีวะ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดและจะเป็นแรงงานสำคัญเมื่อไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0
ในด้านผู้ประกอบการต้องใส่ใจการพัฒนายกระดับแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าและตลาด คนซึ่งอยู่กับองค์กรมานานถึงแม้จะมีการศึกษาน้อยก็ต้องพัฒนา เพราะจะเป็นกลุ่มสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอด อย่ามองว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาคนของตนเองเป็นการสิ้นเปลือง ต้องมองว่าเป็นการลงทุนกับคน
การเปลี่ยนแปลงนอกเหนือจากนายจ้างแล้ว ตัวแรงงานเองจะต้องมีการปฏิรูปปรับตัวให้ก้าวไปกับยุค 4.0 ทั้งด้านทักษะและศักยภาพแบบก้าวกระโดด องค์กรที่เกี่ยวกับแรงงานจะต้องปฏิรูปบทบาทในการยกระดับพัฒนาแรงงานให้สามารถช่วยตนเอง รวมถึงการพัฒนาทักษะเพิ่มหรือเปลี่ยนอาชีพใหม่เพื่อให้ตัวเองยังสามารถอยู่รอดหรือไม่ถูกเลิกจ้าง ส่วนด้านคุณภาพชีวิตไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเอง การใช้จ่ายให้พอเพียง กิน เที่ยว ให้พอประมาณ...สาธุ
กลับมาที่วันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งปีนี้มีข้อเรียกร้องแบบเบาๆ เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิประกันสังคม การปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การดูแลแรงงานนอกระบบ และให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเกษียณอายุ ซึ่งยังมีข้อถกเถียงเรื่องความลงตัว แต่ภาพรวมแล้วก็ถือว่านายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ รอมชอมจับมือเดินหน้าประเทศไทย บรรยากาศแบบนี้จะเอื้อให้การลงทุนกลับมา ซึ่งคาดว่าการลงทุนจริงของภาคเอกชนจะกลับมาเป็นบวกร้อยละ 2.7 ส่วนที่แรงงานบางกลุ่มเสนอจะปรับค่าแรงให้มากพอเอาไปโปะหนี้ส่วนตัว ซึ่งเฉลี่ยครัวเรือนแรงงานมีหนี้เป็นหลักแสน...อย่างนี้ไม่ดีแน่นอนครับ







