posttoday
ศก.ไทยเสี่ยง รับมือดูแลสังคม คนแก่ไม่ทัน

ศก.ไทยเสี่ยง รับมือดูแลสังคม คนแก่ไม่ทัน

01 พฤษภาคม 2560

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมีการคาดการณ์ล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.6% แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมีการคาดการณ์ล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.6% แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่าการขยายตัวดังกล่าวยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นและรัฐบาล
คาดหวังไว้ที่ 4-5%

ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพที่ผ่านมา ส่วนสำคัญมาจากการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังไม่ขยับ ถึงรัฐบาลจะออกมาตรการลดแลกแจกแถมจำนวนมากแต่ก็ยังไม่เป็นผล

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ ประกอบด้วย ประเทศไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งหากปล่อยให้เศรษฐกิจโตระดับ 3.5-4% จะต้องใช้เวลาอีก 15 ปี ถึงจะหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางได้

นอกจากนี้ ประเทศไทยติดกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา ซึ่งทุกรัฐบาลพยายามแก้ไข แต่การกระจายความเจริญก็ยังกระจุกตัวอยู่กับเศรษฐกิจส่วนยอด ส่วนเศรษฐกิจฐานรากยังมีปัญหาทำได้ช้าและไม่ทั่วถึง

ที่สำคัญเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เริ่มเข้ามาตั้งแต่ในปี 2548 ที่ผ่านมาและจะเข้าสังคมผู้สูงอายุเต็มตัวในอีก 8 ปีข้างหน้า มีการประเมินกันว่าปัจจุบันคนในวัยแรงงาน 5 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนในวัยแรงงาน 2.5 คน จะดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และเป็นภาระด้านงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุ 6-7 แสนล้านบาท/ปี หากรัฐบาลไม่เตรียมการรับมืออะไรเลย 

อภิศักดิ์ ออกมาเปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก ครั้งที่ 95ที่สหรัฐ เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา ทางธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แสดงความเป็นห่วงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า ที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในขณะที่ประชากรในประเทศไทยมีรายได้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหา

ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็จะประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในช่วง 10 ปี แต่ต่างประเทศมีการเตรียมพร้อมให้ประชาชนมีรายได้ ทำให้ไม่มีปัญหาเหมือนอย่างประเทศไทย ซึ่งยอมรับว่าในจุดนี้ไทยยังมีปัญหา

ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาระยะหนึ่งแล้ว แต่รายได้ของประชากรค่อนข้างสูง แต่ในส่วนของไทยรายได้ประชากรยังต่ำ ซึ่งรัฐบาลก็รับข้อเสนอจากเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

หากพิจารณามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการมาเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย แม้ว่าจะมีการดำเนินการจำนวนมาก แต่ก็ยังมีปัญหาว่ามาตรการต่างเพิ่งเริ่มตั้งไข่มีความเสี่ยงว่าจะรองรับสังคมผู้สูงอายุไม่ทัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เบี้ยคนชราที่รัฐบาลจ่ายให้คนละ 600-1,200 บาท/คน/เดือน นั้นยังถือว่าน้อยเกินไป แม้ว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเบี้ยคนชราเป็น 1,200-1,500 บาท/คน/เดือน ก็ยังถือว่าไม่พอกับการยังชีพแต่ก็ดีกว่าไม่ดำเนินการอะไรเสียเลย

ทั้งนี้ การดำเนินการเพิ่มเบี้ยยังชีพยังมีขั้นตอนเดินหน้ากันอีกยาว เพราะรัฐบาลต้องการให้คนแก่ที่มีฐานะดีเสียสละเบี้ยยังชีพให้กับคนแก่ที่มีรายได้น้อยหรือยากจน เพราะจากตัวเลขปัจจุบันไทยมีคนชราประมาณ 10 ล้านคน มี 8 ล้านคน ที่ได้รับเบี้ยคนชรา ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุรายได้น้อย 3.5 ล้านคน ที่เหลือกว่าครึ่งมีฐานะดี หากยอมใจอ่อนตามที่รัฐบาลคิดว่าก็จะทำให้รัฐบาลเพิ่มเบี้ยคนชราผู้มีรายได้น้อยได้เพิ่มเป็นเท่าตัว โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่เรื่องนี้กว่าจะดำเนินการได้คาดว่าจะต้องมีดราม่าทางสังคมจนทำให้โครงการสะดุดได้

ขณะที่มาตรการการจ้างงานผู้สูงอายุเข้าทำงาน โดยผู้ประกอบการที่ว่าจ้างจะนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งจะต้องเป็นผู้สูงอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ค่าจ้างไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/คน/เดือน ช่วยคนแก่ได้กลุ่มเล็กๆ ส่วนมาตรการการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) โดยมอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำร่องเพื่อดำเนินการมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เพื่อให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือน ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการและไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสถาบันการเงินมีความเสี่ยง

ด้านมาตรการการบูรณาระบบบำเหน็จบำนาญที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะทำให้แรงงานในระบบ 14 ล้านคน เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงทุกคน จากปัจจุบันเป็นสมาชิก 3 ล้านรายเท่านั้น แต่มาตรการนี้ก็มีผลกระทบกับนายจ้างทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ซึ่งนายจ้างอาจจะลดต้นทุนโดยการลดพนักงานหรือลดค่าแรง

ในส่วนของการตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณอายุให้กับแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน แต่ดำเนินการมาเกือบ 2 ปี ยังหาสมาชิกได้ไม่ถึง 1 ล้านราย เพราะมีปัญหาเป็นกองทุนภาคสมัครใจไม่ได้บังคับ ทำให้มีผู้สนใจน้อย ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างเพิ่มแรงจูงใจให้เงินสมทบเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้แรงงานนอกระบบเข้ามาออมใช้หลังเกษียณมากขึ้น

ทั้งนี้ ในภาพรวมของระบบบำนาญรัฐบาลตั้งเป้าให้คนไทยมีเงินบำนาญหลังเกษียณไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้สุดท้ายก่อนเกษียณ จะทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอการดำรงชีวิต ซึ่งระบบบำนาญของไทยมีหลายแบบตั้งแต่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นกองทุนภาคบังคับของข้าราชการ ซึ่งไม่มีปัญหา สมาชิกมีรายได้หลังเกษียณสูงถึง 70%

ในส่วนที่มีปัญหาคือกองทุนประกันสังคมที่มีรายได้หลังเกษียณต่ำเพียง 20% แต่รัฐบาลได้ดัน กบช. ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้เกษียณมีรายได้รวมกันแล้วได้เกิน 50%

การบูรณาการระบบบำนาญยังมีการตั้งคณะกรรมการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูระบบบำนาญทั้งประเทศ เพื่อทำให้แรงงาน 44 ล้านคน อยู่ในระบบบำนาญ 17 ล้านคน ที่เหลืออยู่นอกระบบมีรายได้หลังเกษียณไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้สุดท้าย

จากมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการมาและจะดำเนินการต่อไปในอนาคตถือว่าไม่น้อย เหลือแต่ว่าจะทำให้ดอกผลได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ หากทำได้คนแก่ของไทยก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มีเสถียรภาพ แต่หากทำไม่ได้นอกจากคนแก่จะมีรายได้ไม่พอแล้วยังจะเป็นปัญหาฉุดเศรษฐกิจอย่างมากในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท