
‘จิสด้า’ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รับมือภูมิอากาศแปรปรวน
ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเรื่องการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะในข้อ 3.5.5
โดย...เอกชัย จั่นทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์
ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเรื่องการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะในข้อ 3.5.5 ในยุทธศาสตร์ชาติ ระบุไว้ว่า เราจะต้องร่วมกันลดปัญหาโลกร้อนและปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตามภูมิอากาศ
สำหรับประเด็นข้างต้น สุภาพิศ ผลงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) หรือ จิสด้า (GISTDA) ฉายภาพเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างน่าสนใจว่า เราต้องหันมาดูการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศว่าเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร อะไรคือสิ่งบ่งชี้...
ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ หลายคนต่างมุ่งเน้นมองไปที่ภาคการเกษตรว่าเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก แต่ในความเห็นส่วนตัวของรองผู้อำนวยการ สทอภ. มองว่า ไม่ใช่ภาคการเกษตร ซึ่งมีเพียง 20% เท่านั้นที่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกออกมา แต่กลับเป็นภาคพลังงานและอุตสาหกรรม อาทิ ภาคขนส่ง มลพิษทางควัน ฯลฯ ที่พบว่า 56% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากกว่า
แล้วก๊าซเรือนกระจกมีผลกระทบอะไรกับประชาชน รองผู้อำนวยการ สทอภ.ตั้งคำถามขึ้นเพื่อเข้าสู่ประเด็นว่า สังเกตจากปริมาณฝนตก ที่มีปริมาณมากหรือน้อยจนเกิดความแห้งแล้ง เกิดอุณหภูมิปรับตัวสูงขึ้น เกิดภาวะความรุนแรงของภัยพิบัติถี่ขึ้น เกิดในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยพิบัติ จากวงแคบลุกลามขยายไปวงกว้าง ทั้งหมดคือตัวบ่งชี้ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ
“เมื่อเกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นในภาคพลังงานสูง ต้องหันมาดูว่าต้องแก้ไขอย่างไร เราอาจต้องหันมาใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานทางเลือก โดยทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องการพัฒนาคน และเครื่องมือต่างๆ”
จากผลพวงทางภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ภาคการเกษตรต่างต้องปรับตัวเช่นกัน โดย สุภาพิศ ให้ทัศนะเรื่องนี้ว่า มันมีผลกระทบต่อภาคการเกษตรในวงกว้างอย่างแน่นอน แล้วเกษตรกรเองจะปรับตัวรับมืออย่างไร? ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ต้องหันมาพูดคุยอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งรับ การสร้างภูมิคุ้มกัน และการปรับตัว เราต้องทำอย่างไรนั่นคือโจทย์
สำหรับเรื่องการปรับตัว ต้องมองในมิติกระบวนการปรับตัวทั้งหมด ไม่มองเพียงมิติใดมิติหนึ่ง แบ่งกระบวนการออก 3 ระยะ ได้แก่ 1.ต้นทาง 2.กลางทาง และ 3.ปลายทาง แล้วใช้ประโยชน์จากความผันผวนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นวาระสำคัญระดับชาติ ทั้งนี้หากเราจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศต้องทำกันทั้งระบบ ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนวิถีการผลิตและดำเนินชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
“ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เองมีแผนแม่บทรองรับตรงนี้อยู่แล้ว ถ้านำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังตรงนี้จะสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศได้ โดยทุกภาคส่วนต้องเรียนรู้ปัจจัยความเสี่ยง ต้องประเมินทางเลือกในการรับมือ หรือสร้างเงื่อนไขในการปรับตัว และภาครัฐต้องรวบรวมระดมทรัพยากรให้เกิดการบูรณาการ Integrate เพื่อการปรับตัว และสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน”
สุภาพิศ ให้ข้อเสนอแนะกับภาคการเกษตรว่า ประชาชนที่ทำการเกษตรต้องปรับตัว จากเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างเดียว ต่อไปต้องปลูกพืชหมุนเวียนในห้วงเวลาที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย และเปลี่ยนเวลาในการปลูกพืช รัฐก็ต้องมีกลไกในการเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดหลากหลายทดแทน รัฐต้องทำทุกระบบทุกองคาพยพเป็นวัฏจักร เพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองให้ได้
"จิสด้าพยายามพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ หวังรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับการขยายของเมือง รับมือภัยพิบัติ การเพาะปลูกของเกษตรกร การตรวจสภาพพื้นดิน การใช้ป่าผิดวัตถุประสงค์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถมอนิเตอร์ได้ทั้งหมด เพื่อมุ่งลดความเสี่ยงความเสียหาย นำข้อมูลมาศึกษาวางแนวทางแก้ไขต่อไปในอนาคต"
อย่างไรก็ตาม รองผู้อำนวยการ สทอภ. วาดหวังว่าทุกองคาพยพจะเดินหน้าปฏิบัติเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้ายิ่งปฏิบัติช้าผลสัมฤทธิ์จะเกิดช้า และจิสด้าไม่สามารถเดินไปข้างหน้าเพียงหน่วยเดียวได้ แต่ต้องเดินไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นๆ พร้อมกัน จากนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี







