posttoday
หนี้เสียกระทบเชื่อมั่น

หนี้เสียกระทบเชื่อมั่น

29 เมษายน 2560

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในปี 2559 ปรับลดลงต่ำกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในปี 2559 ปรับลดลงต่ำกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นการปรับลดลงครั้งแรกในทศวรรษ ในด้านภาพรวมของเศรษฐกิจเรื่องนี้เป็นเรื่องดี

แต่หากเข้าไปดูไส้ในของหนี้ครัวเรือนแล้วจะพบว่า ไม่ได้ลดลงเพราะคนมีรายได้มากขึ้น จนนำเงินไปใช้หนี้กัน แต่เป็นเพราะสถาบันการเงินทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ไม่ให้เงินกู้กับครัวเรือนง่ายๆ หากพิจารณาแล้วว่า อัตราการใช้คืนจะต่ำ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลง

สอดคล้องกับที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ทำการสำรวจครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งพบว่าครัวเรือนระดับล่างมีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 1.31 แสนบาท เป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา

ภาพของหนี้ครัวเรือนและหนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่สะท้อนออกมาในจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบธนาคารที่ยังคงมีสัดส่วนที่สูง ซึ่งในผลประกอบการไตรมาสแรกที่แต่ละธนาคารมีเอ็นพีแอลทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง แต่โดยเฉลี่ยมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเกินครึ่งของระบบทำให้เกิดคำถามว่าภาวะเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่

ปริมาณหนี้เสียในระบบเศรษฐกิจนั้น แม้สะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจในอดีตไม่ได้บอกถึงอนาคตข้างหน้าก็จริง แต่การที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบได้เริ่มที่จะเพิ่มปริมาณเงินสำรองหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญ ทำให้เห็นว่านายแบงก์ก็ไม่แน่ใจว่าภาวะเศรษฐกิจข้างหน้าเป็นอย่างไร จะดีขึ้นจริงหรือไม่ จึงต้องดูแลฐานะเงินกองทุนของธนาคารให้สูงไว้ก่อน โดยการนำกำไรมาตั้งสำรองหนี้เพิ่ม

ในทางเทคนิคหากหนี้เสียเพิ่ม แต่สินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เอ็นพีแอลคงที่หรือลดลง แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ก็ยังไม่สามารถที่จะปล่อยกู้เพิ่มได้มากนักซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งที่โดยปกติสินเชื่อแบงก์จะขยายตัวสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 2 เท่า แต่ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวได้กว่า 3% ยังไม่อาจเติบโตสูงถึง 4% ได้เลย

การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ ได้เน้นไปที่การบริโภคภายในประเทศ โดยกระทรวงการคลังก็เร่งรัดการเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจต่างๆ และสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจให้ประชาชนเชื่อมั่นและเชื่อว่าหลังจากคนที่มีความเชื่อมั่นมากขึ้นก็จะหันมาบริโภคเพิ่มเอง

อย่างไรก็ดี น่าคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเพียงเท่านี้เพียงพอหรือไม่ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ หากภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เร่งดำเนินการอยู่นี้ได้ผล ซึ่งเรื่องเหล่านี้รัฐบาลได้มีการประเมินผลจากการดำเนินนโยบายแต่ละด้านแบบไม่เข้าข้างตัวเองบ้างหรือไม่

ขณะนี้ภาพของภาวะเศรษฐกิจมีภาพซ้อนหลายมิติทำให้ไม่เห็นความชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะดีจริง หากรัฐบาลทำแค่เพียงสร้างความเชื่อมั่น แต่ในความจริงที่ประชาชนเจออยู่ทุกวันคือภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีจริง และเมื่อควานมือเข้าไปกระเป๋าแล้วไม่ได้มีเงินเพิ่ม ในที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท