
อาเซียนลงมติ ร่วมบีบโสมแดง
ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียมร่วมแถลงกดดันเกาหลีเหนือ วอนทุกฝ่ายอดกลั้น
โพสต์ทูเดย์ - ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียมร่วมแถลงกดดันเกาหลีเหนือ วอนทุกฝ่ายอดกลั้น
ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี โดยเรียกร้องให้เกาหลีใต้ปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) และกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี
แถลงการณ์ระบุว่า แม้ทั้ง 10 ชาติอาเซียน จะมีการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ แต่ทุกฝ่ายก็เห็นพ้องตรงกันว่า เสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีนั้นมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อทั้งอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ
แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันของทั้งสหรัฐและเกาหลีเหนือที่มีต่ออาเซียน โดยก่อนหน้านี้สหรัฐได้กดดันให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมประณามเกาหลีเหนือ
ขณะที่นายรียองโฮ รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ก็ได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อร้องขอการสนับสนุนจากอาเซียนเช่นเดียวกัน โดยระบุว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสังหารหมู่ทางนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ผู้นำของทั้ง 10 ชาติ จะร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในวันที่ 28 เม.ย.ท่ามกลางการจับตาท่าทีต่อเกาหลีเหนือ รวมถึงปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งรอยเตอร์สรายงานว่าอาเซียนมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์จีนโดยตรง และอาจไม่กล่าวถึงสิ่งก่อสร้างทางการทหารของจีนบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ขณะที่เอเอฟพีระบุว่า ทั้ง 10 ชาติยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะระบุถึงเกาหลีเหนือในแถลงการณ์ของที่ประชุมซัมมิทอย่างไร
ด้าน นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ได้ส่งสัญญาณเตือนด้านเศรษฐกิจในการประชุมนอกรอบของเวทีผู้ประกอบการอาเซียนว่า อาเซียนจำเป็นต้องกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึง ไม่อย่างนั้นอาจเสี่ยงต่อการผลักดันให้ประชาชนในประเทศหันไปสู่แนวทางความรุนแรงสุดโต่ง หรืออาจถึงขั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
นายนาจิบ กล่าวว่า อาเซียนอาจขยับขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 4 ของโลกได้ หลังจากที่มีการพัฒนาจนทำให้จีดีพีขยายตัวจาก 8.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน ไปเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในวันนี้ ทว่าอาเซียนยังจำเป็นต้องรวมกลุ่มทางการค้าให้มากขึ้น โดยลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี และปรับมาตรฐานทางศุลกากรให้สอดคล้องกัน







