posttoday
ธุรกิจเกษตร-อาหารรุ่ง สหรัฐปรับโครงสร้างภาษี

ธุรกิจเกษตร-อาหารรุ่ง สหรัฐปรับโครงสร้างภาษี

28 เมษายน 2560

โดย...นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์การประกาศลดภาษี ปรับนโยบายภาษีครั้งใหญ่ ของสหรัฐอเมริกา ในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี โดยจะลดทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายภาษีครั้งนี้จะส่งผลบวกหรือลบต่อธุรกิจบริษัทไทยที่เกี่ยวข้องและจะต้องปรับตัวกันอย่างไรนั้นบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า ผลจากการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐ จะส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่ดําเนินธุรกิจในสหรัฐ ซึ่งในส่วนของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จะได้รับผลบวก ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกําไรสุทธิปี 2560 ของ TU และ CPF ขึ้น 3% และ 0.4% ตามลำดับ ทั้งนี้ สหรัฐประกาศเตรียมปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 15% จากปัจจุบัน 35% จะเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการในสหรัฐที่จะทำให้เสียภาษีลดลง และยังประกาศเตรียมปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 3 ช่วง ที่ 10% 25% และ 35% ตามลำดับ จากเดิมที่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะอยู่ 7 ช่วง สูงสุด 39.6% ถือเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น  อย่างไ

โดย...นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์

การประกาศลดภาษี ปรับนโยบายภาษีครั้งใหญ่ ของสหรัฐอเมริกา ในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี โดยจะลดทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายภาษีครั้งนี้จะส่งผลบวกหรือลบต่อธุรกิจบริษัทไทยที่เกี่ยวข้องและจะต้องปรับตัวกันอย่างไรนั้น

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า ผลจากการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐ จะส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่ดําเนินธุรกิจในสหรัฐ ซึ่งในส่วนของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จะได้รับผลบวก ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกําไรสุทธิปี 2560 ของ TU และ CPF ขึ้น 3% และ 0.4% ตามลำดับ

ทั้งนี้ สหรัฐประกาศเตรียมปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 15% จากปัจจุบัน 35% จะเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการในสหรัฐที่จะทำให้เสียภาษีลดลง และยังประกาศเตรียมปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 3 ช่วง ที่ 10% 25% และ 35% ตามลำดับ จากเดิมที่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะอยู่ 7 ช่วง สูงสุด 39.6% ถือเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม นโยบายการลดภาษีต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภาของสหรัฐก่อน แต่จากการประเมินผลบนสมมติฐานของโครงสร้างภาษีที่จะลดนั้น พบว่าการลดภาษีจะส่งผลดีต่อ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เพราะมีบริษัทย่อยดําเนินธุรกิจในสหรัฐ โดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ประกอบธุรกิจจำหน่ายปลาทูน่า กระป๋องภายใต้แบรนด์ Chicken of thesea รวมไปถึงการทำธุรกิจซื้อมา-ขายไปในธุรกิจกุ้งและอาหารสัตว์เลี้ยง

ดังนั้น จึงได้ปรับขึ้นประมาณการกำไรของบริษัทตั้งแต่ปี 2560-2561 ในสัดส่วน 3% และ 2.8% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนการปรับภาษีนิติบุคคลของสหรัฐที่ลดลงเหลือ 15% จากเดิม 35% ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ กำไรสุทธิของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ที่จะเกิดขึ้นจากสหรัฐจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 16% ของคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2560 ทั้งหมด หากรวมผลบวกจากการลดภาษีจะทําให้กําไรสุทธิปี 2560 โดยรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านบาท หรือ 3% ของคาดการณ์กําไรสุทธิปี 2560 และให้ราคาเหมาะสม เพิ่มขึ้นเป็น 23.87 บาท/หุ้น

นอกจากนี้ นโยบายปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาจะส่งผลบวกทางอ้อมต่อ TU ด้วย เนื่องจากจะทําให้ผู้บริโภคมีเงินใช้สอยมากขึ้น และส่งผลบวกต่อธุรกิจร้านอาหาร Red Lobster ที่ถืออยู่ที่ 25%

ทั้งนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ได้เข้าซื้อหุ้นของ Red Lobster เมื่อช่วงปีก่อนด้วยเงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจเข้าซื้อในครั้งนั้น เพราะต้องการมีตลาดรองรับสินค้าและกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ รวมถึงการนำเข้าสินค้าขึ้นตรงบนโต๊ะอาหาร

สำหรับในส่วนของเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ก็จะได้ผลบวกเช่นกันแต่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีธุรกิจอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานภายใต้แบรนด์ Bellisio อยู่ในสหรัฐ โดยฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกําไรสุทธิปี 2560-2561 เพิ่มขึ้น 0.3% และ 0.3% โดยคาดการณ์กําไรสุทธิปี 2560 จะอยู่ที่ 274 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% ของประมาณการกําไรสุทธิปี 2560 และหากรวมผลบวกจากการลดภาษีจะทําให้กําไรสุทธิโดยรวมของเจริญโภคภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้น 55 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.3% ของคาดการณ์กําไรสุทธิปี 2560 โดยมีมูลค่าพื้นฐานที่ปี 2560 ของเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ที่ 41.81 บาท ดังนั้นจึงแนะนำซื้อหุ้นของทั้งสองบริษัท

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ยังประเมินว่า ธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์นอกเหนือจากกลุ่มเกษตรและอาหารแล้วคือ บริษัท อินโดรามาเวนเจอร์ส (IVL) ซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปิโตรและเคมีภัณฑ์ เพราะจะทำให้การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงและจะมีการปรับเพิ่มประมาณการและมูลค่าพื้นฐานขึ้นเป็น 47 บาท/หุ้น เพื่อสะท้อนการปรับลดภาษีนิติบุคคลในสหรัฐเหลือ 15% จะเป็นผลบวกต่ออินโดรามาฯ เพราะจะทำให้การเสียภาษีลดลงจากปัจจุบันจ่ายอยู่ที่ 38% ก็จะลดลงเหลือ 15% โดยปัจจุบันบริษัทมีกําลังการผลิตในสหรัฐราว 2.2 ล้านตัน/ปี คิดเป็นสัดส่วน 20% ของกําลังการผลิตรวมของบริษัท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านตัน/ปี ในปี 2561 ซึ่งคิดเป็น 24% ของกําลังการผลิตรวมของบริษัท หลังจากโครงการเอทิลีนแครกเกอร์ในสหรัฐกําลังการผลิต 4.4 แสนตัน/ปีแล้ว ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกําไรตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้สมมติฐานกําหนดให้อัตราภาษีระยะยาวในสหรัฐอยู่ที่ 15% ส่งผลให้กําไรปี 2560 และ 2561 เพิ่ม 6.4% และ 8.3% มาอยู่ที่ 1.2 และ 1.5 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

“คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ กําไรปกติพลิกกลับมาเติบโต และทั้งปี 2560 เติบโตต่ออีก 29.3% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยจะมีกำไรสุทธิ 3,000 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตและส่วนต่างราคาและวัตถุดิบ (Spread) เพิ่มขึ้น”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท