
กำลังซื้อฟื้นตัวขึ้น แต่กระจายไม่ทั่วกลุ่ม
โดย...เสาวรส รณเกียรติเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และขยายตัวเฉพาะบางภาคบางส่วน ทำให้ครัวเรือนของไทยได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง ประกอบกับกำลังซื้อฐานราก หรือเกษตรกรในชนบทประสบกับภาวะผันผวนของราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ที่ราคากระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดต่ำลงอีก ส่งผลให้ปีนี้ การบริโภคภาคเอกชน ยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่อีกปีหนึ่งทั้งนี้ ราคาพืชผลที่ดีขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้รายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีผลต่อกำลังซื้อโดยตรงในภาคชนบท โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี เคยประเมินมูลค่าพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 อันดับแรก คือ ข้าว ยางพารา อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน พบว่า ปีนี้จะมีมูลค่ารวมกว่า 7.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า จากยางพาราและอ้อยที่ราคาสูงขึ้น ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานดัชนีรายได้เกษตรกร ล่าสุดเดือน มี.ค. 2560 พบว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตร เดือน มี.ค.เพิ่ม 8.15% โดยราคายางพาราแม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
เศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และขยายตัวเฉพาะบางภาคบางส่วน ทำให้ครัวเรือนของไทยได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง ประกอบกับกำลังซื้อฐานราก หรือเกษตรกรในชนบทประสบกับภาวะผันผวนของราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ที่ราคากระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดต่ำลงอีก ส่งผลให้ปีนี้ การบริโภคภาคเอกชน ยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่อีกปีหนึ่ง
ทั้งนี้ ราคาพืชผลที่ดีขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้รายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีผลต่อกำลังซื้อโดยตรงในภาคชนบท โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี เคยประเมินมูลค่าพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 อันดับแรก คือ ข้าว ยางพารา อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน พบว่า ปีนี้จะมีมูลค่ารวมกว่า 7.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า จากยางพาราและอ้อยที่ราคาสูงขึ้น
ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานดัชนีรายได้เกษตรกร ล่าสุดเดือน มี.ค. 2560 พบว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตร เดือน มี.ค.เพิ่ม 8.15% โดยราคายางพาราแม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกับปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ไก่ กุ้ง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยสูงขึ้นตาม ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยไตรมาสแรกปีนี้มูลค่าสูงขึ้น 4.9% และสินค้าเกษตรเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อย่างผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวถึง 64.7% ยางพาราขยายตัว 95.4% ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ ก็ส่งออกได้มากขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรที่เกี่ยวเนื่องสูงขึ้นตาม
นอกจากนี้ กำลังซื้อที่เพิ่มในระยะนี้ ยังมาจากการที่ผู้ใช้สิทธิในโครงการรถคันแรกที่หมดระยะโครงการแล้ว ทำให้ภาระหนี้ที่กู้มาซื้อรถหมดลง จึงเหลือเงินมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ทำให้มีการซื้อรถใหม่เพิ่ม
โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. ที่เพิ่มขึ้นทั้งรถยนต์นั่ง และรถกระบะ สะท้อนว่า กำลังซื้อของครัวเรือนเริ่มดีขึ้น โดยยอดขายรถยนต์โดยรวมเดือน มี.ค.เพิ่ม 16.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 23.9% จากเดือนก่อนหน้า เฉพาะรถยนต์นั่ง ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40% ขณะที่ยอดรถกระบะก็เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มฐานรากนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นเฉพาะกลุ่ม ยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ในส่วนของข้าวและมันสำปะหลังที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เกษตรกรชาวนา และผู้ปลูกมันสำปะหลัง มีรายได้เพิ่มไม่มาก กำลังซื้อในภาคเกษตรกรรมจึงยังกระจุกอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อภาคครัวเรือนจะเติบโตอย่างไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก เมื่อดูจากอัตราการว่างงานตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. 2560 ขยับขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนทุกเดือน โดยเดือน ม.ค. 2560 อัตราว่างงานอยู่ที่ 1.18% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่ 0.91% เดือน ก.พ. อัตราว่างงาน 1.12% ขณะที่เดือนเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 0.87% และเดือน มี.ค. อยู่ที่ 1.3% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่ 1.04%
แม้จะเป็นสัดส่วนการว่างงานดังกล่าวจะยังไม่ถึงกับเข้าขั้นวิกฤต แต่อัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการจ้างงานของภาคเอกชนได้อย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สายป่านสั้นกว่า
ด้าน พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี เห็นว่า อัตราว่างงานเดือน มี.ค. 2560 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปีก่อนหน้า จะเป็นแรงฉุดต่อการบริโภคภาคเอกชน และส่วนใหญ่เป็นการว่างงานในภาคก่อสร้าง
เช่นเดียวกับ พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี ที่ระบุว่า กำลังซื้อหดตัว คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เพราะรายได้ลดลง ทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีไตรมาสแรกโตต่ำกว่าเป้าที่วางไว้
ทั้งนี้ กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่ และยังกระจุกอยู่ในเกษตรกรบางภาคส่วน เช่น เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย แต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และอื่นๆ ยังได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ จะส่งผลต่อเนื่องต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลได้
สภาพดังกล่าวทำให้รัฐบาลยังคงต้องเร่งการลงทุนโครงการของภาครัฐขนาดใหญ่ รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโครงการขนาดเล็ก วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท/โครงการ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเติมขึ้นในชนบทโดยเฉพาะ
แต่หากเจาะลึกไปที่การเบิกจ่ายงบลงทุนที่ปีนี้รัฐตั้งไว้ 5.48 แสนล้านบาท ปรากฏว่า ครึ่งแรกปีงบประมาณ 2560 มีการเบิกจ่ายเพียง 1.9 แสนล้านบาท หรือ 34.80% ของบลงทุนรวม ต่ำกว่าเป้าไป 6.2% แต่รัฐบาลก็ตั้งความหวังไว้ที่งบลงทุนมีการก่อหนี้แล้ว 3.38 แสนล้านบาท คิดเป็น 61.69% ที่คาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาส 3 ของงบประมาณ เป็นต้นไป
และที่น่าสังเกตคือ หน่วยงาน 3 หน่วยงานแรกที่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนมากที่สุด กลายเป็นศาลที่เบิกจ่ายแล้ว 83% กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 66% และกระทรวงการคลัง 60% ขณะที่กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีงบลงทุนจำนวนมาก ไม่ติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเบิกจ่ายงบที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ งบกลางที่มีการขอจัดสรรเพิ่มเติม 1.45 แสนล้านบาท ที่ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มียอดเบิกจ่ายจริง เพียง 3.78 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยในจำนวนนี้เป็นงบพัฒนากลุ่มจังหวัด 7.3 หมื่นล้านบาท ที่เบิกจ่ายเพียง 470 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มจังหวัดส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการ และมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องโยกงบพัฒนาจังหวัดดังกล่าวไปโครงการอื่น ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะมีการเบิกจ่ายงบได้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเร่งให้หน่วยงานต่างๆ เบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน ทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่และงบจังหวัด เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเม็ดเงินหล่อเลี้ยงได้อย่างกระจายและทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างสมดุล ไม่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง







