
หยุดกฎหมายคุมสื่อ
เป็นประเด็นร้อนและต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายให้มากกับความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งองค์กรสื่อออกมาคัดค้านโดยมองว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ควบคุมสื่อ เพราะเปิดช่องให้ภาครัฐแทรกแซงการทำงานของสื่อ จับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนทั่วประเทศมาออกใบอนุญาต ขึ้นทะเบียน และมีบทลงโทษรุนแรงไม่เฉพาะสั่งปรับ แต่จำคุกผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในช่วงการก่อรูปโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ซึ่งได้ยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยมีทั้งหมด 100 มาตรา เตรียมส่งให้ที่ประชุม สปท.เห็นชอบในต้นเดือน พ.ค. จากนั้นจะส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณาออกเป็นกฎหมายถึงแม้ว่ายังต้องผ่านอีกหลายด่าน แต่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะผลักดันกฎหมายคุมสื่อฉบับนี้ เพราะเป็นธงหลักที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะต้องมีการปฏิรูปสื่อ และเป็นหนึ่งในวาระที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กำหนดไว้ก่อนหน้า
เป็นประเด็นร้อนและต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายให้มากกับความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งองค์กรสื่อออกมาคัดค้านโดยมองว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ควบคุมสื่อ เพราะเปิดช่องให้ภาครัฐแทรกแซงการทำงานของสื่อ จับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนทั่วประเทศมาออกใบอนุญาต ขึ้นทะเบียน และมีบทลงโทษรุนแรงไม่เฉพาะสั่งปรับ แต่จำคุกผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้
กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในช่วงการก่อรูปโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ซึ่งได้ยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยมีทั้งหมด 100 มาตรา เตรียมส่งให้ที่ประชุม สปท.เห็นชอบในต้นเดือน พ.ค. จากนั้นจะส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณาออกเป็นกฎหมาย
ถึงแม้ว่ายังต้องผ่านอีกหลายด่าน แต่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะผลักดันกฎหมายคุมสื่อฉบับนี้ เพราะเป็นธงหลักที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะต้องมีการปฏิรูปสื่อ และเป็นหนึ่งในวาระที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กำหนดไว้
ก่อนหน้านี้องค์กรสื่อได้ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วรอบหนึ่งในหลายประเด็นหลักคือ การให้ 4 ปลัดกระทรวงเข้ามาเป็น “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ” ซึ่งมีอำนาจอนุมัติหรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ ตลอดจนไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนสื่อ จนทำให้วิป สปท.สั่งให้ กมธ.ไปปรับแก้ ซึ่ง กมธ.ยอมลดจำนวนปลัดกระทรวงลงเหลือ 2 คน แต่ก็ยังเปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงได้ และยังกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทั่วประเทศอยู่เหมือนเดิม
หากดูเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสื่อมวลชนอย่างเดียว เพราะนิยามคำว่า “สื่อมวลชน” และ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ” ตามที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ. ครอบคลุมตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี สื่อออนไลน์ สื่อดิจิทัล ไม่เท่านั้นยังรวมถึงเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลสาระความรู้ทั้งหลาย กระทั่งเจ้าของเพจดังก็อาจเข้าข่ายเพราะถูกตีความว่าเป็นสื่อที่มีรายได้ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม ทั้งหมดจะต้องถูกขึ้นทะเบียนมีใบอนุญาตทำงานด้วย
ที่สำคัญตามร่าง พ.ร.บ.กำหนดไว้ว่า หากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการนำเสนอข้อมูลข่าวสารตามที่กำหนด เช่น ไม่ถูกต้อง รอบด้าน เอนเอียง ละเมิดจริยธรรม ไม่ลงขอโทษเมื่อทำผิด ก็จะถูกลงโทษโดย “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่มีตัวแทนภาครัฐเข้าไปมีอิทธิพลในนั้น อาจตักเตือนหรือสั่งปรับ ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นสื่อมวลชน ด้วยบทลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้และรัฐเข้าใช้อำนาจควบคุมสื่อ จึงเข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชนที่จะไม่ได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง เนื่องจากการทำงานของสื่อภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หากบังคับใช้จริงจะเกิดความหวาดกลัวไม่กล้าตรวจสอบรัฐบาล เพราะเกรงจะถูกกลั่นแกล้งตามมา
เราเห็นว่าที่ประชุม สปท.ที่จะเป็นด่านแรกในการพิจารณา ไม่ควรเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะละเมิดสิทธิประชาชนอย่างชัดแจ้ง และสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รองรับสิทธิการรับรู้ของประชาชน และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการเสนอข่าวสารตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ







