
ยุคหุ่นยนต์
ทีมนักวิจัยที่ World Economic Forum (WEF) เปิดเผยว่า ภายในปี 2020 จะมีตำแหน่งงานในโลกกว่า 5 ล้านตำแหน่งที่ถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ จำนวน 2 ใน 3 ของงาน
โดย...วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
ทีมนักวิจัยที่ World Economic Forum (WEF) เปิดเผยว่า ภายในปี 2020 จะมีตำแหน่งงานในโลกกว่า 5 ล้านตำแหน่งที่ถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ จำนวน 2 ใน 3 ของงานที่ถูกหุ่นยนต์แย่งไปนี้จะอยู่ในแผนกแอดมินของสำนักงานครับ
โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ ซากๆ ทีละรายการไปเรื่อยๆ เช่น ตรวจสอบคำร้องขอ ตรวจใบสมัคร ตรวจเช็กเอกสารประกอบการยื่นว่าครบหรือไม่ ตรวจยืนยันความมีอยู่จริงอ้างอิงได้ของข้อมูล
เคาน์เตอร์รับเรื่องที่เราเห็นกันจนชินตานั้น...ในอนาคตอันใกล้ คงจะเปลี่ยนไปแน่นอน
นี่คือการเข้า “ทดแทน” ด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งอาจมีหน้าตาแทบไม่ต่างจากเครื่องถ่ายเอกสารใหญ่ๆ สักเครื่องเท่านั้น แต่จะสามารถบริหารจัดการเอกสารประกอบที่ยื่นๆ กันให้มันไปดำเนินการตรวจสอบ ยืนยัน ประทับตรา ลงรับลงเลข จัดแยกชุด แปลงข้อมูลจากเอกสารลงบนไฟล์ดิจิทัลแล้วส่งไปแผนกอื่นๆ ซึ่งในที่สุดก็ถูก “เข้าระบบ” จนจบกระบวนการในไม่กี่นาที
ดังนั้น แถวยืนคอยในการรอมอบตัวนักเรียน แถวยืนคอยในการจดทะเบียนนิติกรรม แถวยืนคอยในการขอวีซ่า แถวยืนคอยในการยื่นหรือรับเอกสารใบอนุญาตสารพัด ทั้งของคนท้องถิ่นนั้น หรือแม้แต่คนต่างด้าวเข้าเมืองก็จะแตกต่างไป
แล้วในที่สุดก็จะไม่มีแถว...เพราะทุกคนส่งเอกสารทางออนไลน์ ที่ตรวจสอบยืนยันตัวตนได้
คล้ายๆ กับที่เรายื่นเสียภาษีเงินได้ทางออนไลน์นั่นแหละ...คือ ยื่นจากที่บ้าน หรือที่ไหนก็เชิญ ในที่สุด...สิ่งที่จะมาแทน “หุ่นยนต์” ที่ว่ามาข้างต้น ก็คือ “หุ่นยนต์รุ่นใหม่” ที่ทำได้ดีกว่าเดิม...สื่อสารได้ง่ายกว่าเดิม
หมดยุคคนรับเรื่องหลังเคาน์เตอร์ หน้าหงิก มีเอกสารหลุดลุ่ยกองอยู่รอบตัว ใครเคยไปสถานีรถไฟใต้ดินของญี่ปุ่นจะนึกภาพออกง่ายขึ้น คนเดินทางวันละนับล้านต้องซื้อบัตร ต้องเช่าล็อกเกอร์ ต้องถามทาง ต้องคำนวณเวลารถต่อ ต้องการจองบัตรเข้าชมสถานที่ปลายทาง ต้องการเลือกที่นั่ง ต้องการข้อมูลอะไรก็อยู่ตรงบรรดาตู้ขายตั๋วรถไฟนั่นแหละ เจ้าหน้าที่มีแค่ 2-3 คน ที่ดูแลสถานีซับซ้อนยิ่งกว่าหัวลำโพงได้
บางจุด...คนเดินทางสามารถใช้ให้โทรศัพท์มือถือคุยภาษาเครื่องกับตู้ขายตั๋วเลยก็ได้...เครื่องมันคุยกันเอง ส่วนคุณป้าแก่ๆ ที่นั่งรถเข็นไฟฟ้ามาก็จะสามารถไปไหนๆ และได้รับบริการอย่างที่ต้องการ หรือเหมาะสมสำหรับตัวเองได้ โดยไม่ต้องโขยกไปโขยกมา...ไม่ต้องพูดแทบสักคำ...รถวีลแชร์รุ่นใหม่ในอนาคต นอกจากขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ หรือรับสัญญาณไว-ไฟให้ข้อมูลภาษาเครื่องสำหรับวีลแชร์เพื่อให้รถรู้เส้นทางไปหาลิฟต์ หรือบันไดเลื่อนอัจฉริยะที่จะปรับขั้นบันไดให้แบนราบลงทีละ 3 ขั้น เพื่อให้วีลแชร์ขึ้นบันไดเลื่อนได้...บอกทางห้องน้ำผู้พิการ...จองลิฟต์...หรือจองตู้
ฝากกระเป๋าเดินทางที่สถานี โดยเลือกตู้ฝากที่อยู่กับระดับพื้นเพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้นั่งรถเข็น หยิบจับกระเป๋าเข้า-ออกจากตู้เช่าฝากกระเป๋าได้สะดวก... ในยุโรปมีการลองให้ชิมอาหารที่หุ่นยนต์ปรุงด้วย...ดังนั้น ร้านขายของในสถานีรถไฟใต้ดิน ในที่สุดก็อาจแทบไม่เหลือคนยืนขายอีกเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ คือ ระบบดิจิทัลที่คุยกัน...จองกัน...ส่งงานต่อๆ กันแบบไร้รอยต่อ...จนมองไม่เห็นว่าหุ่นยนต์มันอยู่ตรงไหน
นึกถึงงานที่หุ่นยนต์ทำด้วยการกำหนดจักรกลต่างๆ ผสมผสานกันให้เป็นบริการได้เสร็จหมด แม้แต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน มันก็พร้อมตอบสนองตามขั้นตอนที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ หรือแม้แต่ให้มันคำนวณเองว่ามันควรปรับแผนยังไง
เราก็คงจะพอเรียกมันว่า “ระบบใหม่”
ข้อวิเคราะห์อีกอย่างที่ชวนให้คิดจากนักวิจัย WEF คือ งานที่ดูจะมีแนวโน้มถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และ “ระบบใหม่” เร็วกว่างานอื่น คือ งานที่ผู้หญิงได้ทำๆ กันอยู่ใน 40 ปีที่ผ่านมา งานเสมียน พิมพ์ดีด เลขานุการ พนักงานฝ่ายขาย เจ้าหน้าที่การตลาด คนงานโรงงานอุตสาหกรรมหนักเบา งานทำความสะอาด งานลงบัญชี งานประชาสัมพันธ์
เกือบจะพูดได้ว่า การมาถึงของหุ่นยนต์ดูจะคุกคามความมั่นคงของการมีอาชีพของ “สตรี” มากกว่า “บุรุษ” และก็ให้บังเอิญโดยธรรมชาติอีกด้วยว่า โลกเรามี “สตรี” มากกว่า “บุรุษ” เล็กน้อยเสมอ
ส่วนอุตสาหกรรมการผลิต “หุ่นยนต์” และการออกแบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ “ระบบใหม่” ก็ดูจะมี “บุรุษ” มากกว่า “สตรี” เสียด้วย
ผมไปงาน RSA Conference ที่ซานฟรานซิสโก 2 เดือนก่อน เป็นงานสัมมนาของมนุษย์คณิตศาสตร์คนทำงานด้านการเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดของโลก มีคนเข้าร่วม 4 หมื่นคน ค่าตั๋วเข้าร่วมแพงมากๆ ...ปรากฏว่าผู้หญิงเข้าห้องน้ำตอนพักเบรกแบบเดินฉิว ส่วนแถวผู้ชายยืนรอปล่อยเบาล้นยาวจนแทบถึงบันไดไปอีกชั้น
คนออกแบบ “หุ่นยนต์” และ “ระบบออโตทดแทนมนุษย์” จึงมีแต่ผู้ชายเป็นหลัก งานหุ่นยนต์จะไปทำแทน โดยมีผู้หญิงมีโอกาสได้ร่วมคิดน้อยกว่ามากทีเดียว
โลกยุค 4.0 ...จึงอาจกำลังผลักผู้หญิงให้เป็น “ผู้บริโภคเทคโนโลยีแห่งความสะดวก” โดยไม่ตั้งใจ
จริงอยู่ที่ “ระบบใหม่” ปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ตลอด 4,000 ปีแห่งการบันทึกประวัติศาสตร์โลกมาเสมอ...การมาของ “ล้อ” การมาของ “เครื่องจักร” “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์” เจ็ตไอพ่น มือถือ ได้ทำให้งานบางอย่างหายไป
“ดิจิทัล” ก็เช่นกัน...มันจะมากวาดงานจำนวนหนึ่งไปด้วย ผมจึงอยากเห็น “ผู้หญิง” หรือคนที่นึกถึง “สตรี” ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่อง “4.0” เยอะๆ กว่านี้อีกหน่อย
ไม่งั้นหุ่นยนต์บริการจะเอาแต่แย่งงานแม่บ้านไปเสียหมด...แทนที่จะมาช่วยงาน!!!







