
เศรษฐกิจฟื้นช้า เอ็นพีแอลลงยาก
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปีไปอย่างฝืดๆ สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ที่ภาพรวมไม่ค่อยแตกต่างจากเมื่อไตรมาสก่อนหน้าเท่าใดนัก โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงมีอัตรากำไรสุทธิเติบโตไม่มาก เนื่องจากต้องตั้งสำรองหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคง เสถียรภาพของสถาบันการเงิน และบริหารความเสี่ยงคุณภาพหนี้ทั้งนี้ หากพิจารณาปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในบรรดาธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง จะพบว่า ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีปริมาณเอ็นพีแอลมากกว่าธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นไปตามขนาดของสินทรัพย์หรือสินเชื่อ เรียงลำดับปริมาณที่มากที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย มีปริมาณเอ็นพีแอลอยู่ที่ 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว รองลงมา คือ ธนาคารกรุงเทพ 77,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% ธนาคารกสิกรไทย 65,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.6% และธนาคารไทยพาณิชย์ 59,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2%ทว่า เมื่อดูตามอัตราการเร่งของปริมาณเอ็นพีแอล เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว ปรากฏว่า ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีอัตราการเพิ่มของปริมาณเอ็นพีแอลสูงที่สุด ถึง 80.6% ที่เกิดจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพในลูกค
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปีไปอย่างฝืดๆ สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ที่ภาพรวมไม่ค่อยแตกต่างจากเมื่อไตรมาสก่อนหน้าเท่าใดนัก โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงมีอัตรากำไรสุทธิเติบโตไม่มาก เนื่องจากต้องตั้งสำรองหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคง เสถียรภาพของสถาบันการเงิน และบริหารความเสี่ยงคุณภาพหนี้
ทั้งนี้ หากพิจารณาปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในบรรดาธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง จะพบว่า ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีปริมาณเอ็นพีแอลมากกว่าธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นไปตามขนาดของสินทรัพย์หรือสินเชื่อ เรียงลำดับปริมาณที่มากที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย มีปริมาณเอ็นพีแอลอยู่ที่ 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว รองลงมา คือ ธนาคารกรุงเทพ 77,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% ธนาคารกสิกรไทย 65,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.6% และธนาคารไทยพาณิชย์ 59,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2%
ทว่า เมื่อดูตามอัตราการเร่งของปริมาณเอ็นพีแอล เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว ปรากฏว่า ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีอัตราการเพิ่มของปริมาณเอ็นพีแอลสูงที่สุด ถึง 80.6% ที่เกิดจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพในลูกค้าธุรกิจบางรายเมื่อปลายที่แล้ว ถัดมา คือ ธนาคารกรุงเทพ เพิ่มขึ้น 25.8% จากลูกค้าธุรกิจที่กระจายตัวหลากประเภท และธนาคารกสิกรไทย เพิ่มขึ้น 23.6% จากลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบอัตราส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม จะพบว่า ธนาคารเกียรตินาคินมีสัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.6% มากที่สุดในบรรดาธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ขณะที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่เคยมีสัดส่วนเอ็นพีแอลสูงถึง 6% ก่อนหน้านี้ ล่าสุดพบว่าไตรมาสแรกปีนี้มีการบริหารจัดการหนี้และตัดขายหนี้บางส่วน ทำให้เอ็นพีแอลปรับลงมาที่ 5.3% ขณะที่ธนาคารกรุงไทยมีสัดส่วนเอ็นพีแอล 4.36% แม้ว่าอัตราจะยังทรงตัว แต่ก็ถือว่าสูงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ใน 3 เดือนแรกของปีนี้ เอ็นพีแอลของธนาคาร 11 แห่ง เพิ่มขึ้นราว 1.92 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดคงค้างเอ็นพีแอลรวม 4.01 แสนล้านบาท จากสิ้นปีที่มีเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 3.82 แสนล้านบาท ที่น่าสนใจคือ เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นล้วนมาจากธนาคารขนาดใหญ่ และเป็นการเพิ่มขึ้นของลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย
สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ไม่มีพลังของการลงทุนและการใช้จ่ายแรงพอที่จะผลักดันให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีสายป่านสั้น อาศัยยอดขายเป็นหลัก โผล่พ้นน้ำไม่เต็มตัว ปีนี้จึงอาจจะเป็นอีกปีที่ธนาคารพาณิชย์ยังต้องมีภาระการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในอัตราที่ไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว
พิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า เอ็นพีแอลของสายงานลูกค้าผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.2% จาก 5.17% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ทิศทางเอ็นพีแอลยังปรับเพิ่มขึ้นอยู่ แต่น่าจะควบคุมให้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีไม่เกิน 5.3% ในสิ้นปีนี้
“เอ็นพีแอลจะลดลงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะธุรกิจของลูกค้าขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และการปรับตัวของลูกค้า ซึ่งที่น่าเป็นห่วงยังเป็นเอสเอ็มอีรายเล็กสายป่านสั้น ยังต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว” พิภวัตว์ กล่าว
ธุรกิจเอสเอ็มอีมีปัญหาความฝืดเคืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรายเล็กที่มีสายป่านสั้นในอุตสาหกรรมเสี่ยง อาจล้มหายตายจากไปบ้างแล้ว แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่แข็งแกร่งเช่นนี้ ดูเหมือนปัญหาจะเริ่มลุกลามขึ้นไปยังเอสเอ็มอีในระดับถัดไป โดยเอสเอ็มอีกลายเป็นระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง ที่ต้องลุ้นว่าเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์จะพีกเมื่อใด
แน่นอนว่า ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ปล่อยให้ลูกค้าไหลไปตามกระแสความอ่อนแอ แต่กำลังง่วนในการจัดการหนี้ที่มีปัญหา และพยายามช่วยเหลือลูกค้าอย่างสุดความสามารถ เพราะไม่มีธนาคารใดที่ต้องการยึดทรัพย์ปล่อยกิจการลูกค้าล้มไปต่อหน้าต่อตา เท่าที่เห็นธนาคารแต่ละแห่งมักจะขุดทุกวิธีที่มีอำนาจที่จะผ่อนปรนได้ ออกมาใช้ให้เหมาะกับปัญหาของลูกค้าแต่ละรายที่เจอ เช่น ขาดสภาพคล่องก็จะลดวง
ผ่อนและเติมเงินให้ หรือยอดขายไม่ดี อาจยืดเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นภาระของธนาคารพาณิชย์ที่ตามมา นั่นคือ การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญก็ยังคงจะสูงต่อไปอีกในปีนี้ หากสังเกตดูจากสัดส่วนเอ็นพีแอลที่อยู่ระดับสูงกว่าระดับปกติของธุรกิจธนาคาร
ฉะนั้น หากถามว่า ธนาคารจะช่วยลูกค้าไม่ให้เป็นเอ็นพีแอลอยู่ไหม ก็ยังช่วย แต่มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นหรือไม่ ยังไม่เห็นสัญญาณใดที่บ่งบอกว่าธนาคารพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อจนทำให้ยอดขยายตัวสูง เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ดีมาก เติบโตกระจุกในบางอุตสาหกรรม ทำให้สินเชื่อเติบโตเฉพาะกลุ่มเช่นกัน เช่น ในกลุ่มก่อสร้างและรับเหมา ตามอานิสงส์โครงการลงทุนภาครัฐ
ไม่ต้องถามถึง กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ปีนี้อาจจะเห็นภาพอัตราการเติบโตไม่มาก ความเข้มงวด ความระมัดระวังยังเต็มอัตราอยู่ เพราะธนาคารพาณิชย์ยังผวาเอ็นพีแอลที่ขณะนี้มะงุมมะงาหราแก้กันไม่จบสิ้น
แม้ว่าผลตอบแทน หรือยิลด์ ของลูกค้ากลุ่มนี้จะสูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ แต่ก็ต้องคิดหนักอยู่เหมือนกันว่า คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าต้องแลกกับต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสำรอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ หากปล่อยไป กังวลไป และเกิดเอ็นพีแอลตามมา อาจได้ไม่คุ้มเสีย
ทั้งนี้ เมื่อประเมินแนวโน้มในระยะต่อไป ถ้าแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐยังไม่แรงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นให้เติบโตได้อย่างชัดเจน น่าจะเห็นภาพเอ็นพีแอลที่ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงลูกค้าธุรกิจ และการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตต่ำ
ลองติดตามดู เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์อาจจะเห็นขึ้นไปจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ของปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงในช่วงไตรมาส 4 ที่จะเป็นไปตามกลยุทธ์จัดการหั่นสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลลง ธนาคารพาณิชย์จะแห่ทยอยตัดขายหนี้ หรือไรต์ออฟ ออกไป เพื่อให้ตัวเลขสิ้นปีออกมาสวยงาม ไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กังวล
ธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องเผชิญปัญหาความเสี่ยงคุณภาพหนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าภาวะเศรษฐกิจจะพลิกกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคารจะมั่นใจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้กลับคืนมา ลดอัตราเอ็นพีแอลได้อย่างเห็นผล แต่จะเห็นภาพดังกล่าวได้เมื่อใด คงต้องไปพูดกันในปีหน้า ส่วนปีนี้ยังต้องอยู่กับความจริงตรงหน้า โดยยังคงให้การลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนและประคับประคองให้เศรษฐกิจโตต่อไป







