
กมม.แพ้...ความใหม่
ย่าไปมองว่าพอมีพรรคการเมืองใหม่ ประชาชนจะแห่กันมาเลือก ซึ่งจริงๆ ก็เป็นธรรมดาพรรคการเมืองมีเกิดแล้วดับแล้วเกิด ซึ่งจริงๆ แล้วพรรคการเมืองต้องเป็นการรวมตัวกันของประชาชน....
ย่าไปมองว่าพอมีพรรคการเมืองใหม่ ประชาชนจะแห่กันมาเลือก ซึ่งจริงๆ ก็เป็นธรรมดาพรรคการเมืองมีเกิดแล้วดับแล้วเกิด ซึ่งจริงๆ แล้วพรรคการเมืองต้องเป็นการรวมตัวกันของประชาชน....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
หลังพ้นศึกเลือกตั้งสนามเล็ก สก.และสข. กทม.ผ่านไป อนาคตพรรคการเมืองใหม่ (ก.ก.ม.) กับการเมืองในสภาทำท่าร่อแร่ แกนนำและสมาชิกพรรคออกอาการระส่ำ เกิดกระแสแยกเป็นสองทาง ระหว่างจะสู้ต่อหรือถอยดี?
สำหรับ “สมศักดิ์ โกศัยสุข” หัวหน้าพรรคยืนยันหนักแน่นว่า ผมสู้ต่อ 100%!!!
สำหรับชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในสายตาของหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่นั้น ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะถือว่าถูกต้อง แต่ทางการเมืองจะถูกต้องหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาได้เปรียบทุกอย่างเป็นทั้งรัฐบาล หรือประเด็นที่มีการกล่าวกันว่า เลือกเหลืองได้แดง ซึ่งถือเป็นคำกล่าวที่โสโครกน้ำเน่า เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรเลือกเหลือง ได้แดง ที่จริงต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น และแม้รู้มาก่อนว่าต้องเจ็บเมื่อลงไปในสนามรบที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นการเมืองเก่าๆ ที่คนเบื่อกัน ถามว่าอยากได้ สก.หรือ สข.ไหม ก็ขอตอบว่าอยากได้ แต่อยากได้ชัยชนะที่สะอาด
“พรรคการเมืองใหม่เพิ่งตั้งมาได้แค่ปีเดียว อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับพรรคอื่นที่ตั้งมา 60 ปี หรือบางพรรคลากลูกกันมาไม่รู้กี่ชื่อ ซึ่งถ้าไปเปรียบเทียบอย่างนั้นก็ให้เกียรติพรรคการเมืองใหม่มากไป และก็อย่าไปมองว่าพอมีพรรคการเมืองใหม่ ประชาชนจะแห่กันมาเลือก ซึ่งจริงๆ ก็เป็นธรรมดาพรรคการเมืองมีเกิดแล้วดับแล้วเกิด ซึ่งจริงๆ แล้วพรรคการเมืองต้องเป็นการรวมตัวกันของประชาชน ไม่ใช่จะทำอย่างไรก็ได้ให้ได้รับการเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นเราไปอยู่กับพรรคเหล่านั้นดีกว่า” สมศักดิ์ กล่าว
แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีการแบ่งขั้วแบ่งข้างกันอย่างชัดเจน ระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค แต่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ที่นำโดยสมศักดิ์ ที่ยังเชื่อมั่นว่า แม้ว่าเราจะแพ้ในสนามเล็ก แต่การเลือกตั้งการเมืองระดับชาติพรรคการเมืองใหม่ยังมีโอกาสได้ที่นั่งในรัฐสภา เพราะความคิดการเมืองระดับชาติกับการเมืองระดับท้องถิ่นประชาชนมีความคิดความเห็นที่ต่างกัน
หากพรรคมีเวลาในการคัดสรรคนหรือมีเวลาตั้งแท่นเตรียมความพร้อมมากกว่านี้ย่อมมีโอกาสสูง เพราะการเมืองระดับชาติมีโอกาสและเวลาในการชี้แจงทำความเข้าใจว่าการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่แตกต่างกันอย่างไร ก็จะทำให้ประชาชนมาเลือกตั้งมากขึ้น เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงประชาชนต้องมาเลือกตั้งจำนวนมากไม่ใช่ 2030% มาใช้สิทธิ
“การจะได้มาซึ่ง สส.นั้นมีทั้งระบบปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ซึ่งเราไม่ได้คิดว่าเมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้วจะไปเป็นรัฐบาลทันที แต่พรรคต้องการสร้างพรรคการเมืองดีๆ ขึ้นมาสักพรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องใหญ่มาก โดยไม่จำเป็นต้องนึกถึงตัวเลขว่าจะได้ สส.กี่คน เช่น 5–10 คน หรืออาจจะไม่ได้ สส.สักคนเลยก็ได้ ดังนั้นชัยชนะของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข สส.” หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าว
ความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เก้าอี้ สก.และ สข.แม้แต่ตัวเดียว เกิดคำถามว่ามวลชนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่เป็นคนกรุง และหนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมือง พอเอาเข้าจริง ณ วินาทีสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งกลับไปเลือกข้างพรรคประชาธิปัตย์แทน หรือสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ มีมติตั้งพรรคการเมือง เป็นการตัดสินใจที่ผิดทาง?
คำถามนี้ได้รับคำตอบจากสมศักดิ์ หัวหน้าพรรคให้คำตอบไว้น่าสนใจว่า เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ลาออกจากหัวหน้าพรรค ในช่วงเดือน พ.ค. จึงต้องมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งต้องมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ในวันที่ 3 ก.ค. และผมได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นก็มีการแต่งตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ขึ้นมาพร้อมกับดำเนินการคัดเลือกผู้สมัคร สก.และสข. ที่เป็นแนวคิดของกรรมการชุดเดิม ซึ่งยอมรับว่ากรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาก็ทำงานไม่ได้เต็มที่ เพราะมีเวลาในการทำงานเตรียมการเลือกตั้งน้อย จึงมีผลอย่างมากต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
“ที่วิเคราะห์กันว่าคุณสนธิลาออกไปจึงทำให้แพ้ ก็คงวิเคราะห์กันไปได้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เมื่อมีการเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ที่ได้เชิญสมาชิกมาทั้งประเทศ เมื่อมีการเลือกออกมาอย่างนี้จะให้ทำอย่างไรได้ ซึ่งตอนที่เลือก ผมก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อผมได้รับเลือกก็ต้องทำหน้าที่ แต่หลักคิดสำคัญของพรรคคือไม่ได้เลือกคนที่รูปหล่อหน้าตาดี”
สมศักดิ์ กล่าวลงลึกในรายละเอียดอีกว่า ยอมรับว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ที่เข้ามาสมัครคัดเลือก ส่วนใหญ่ใหม่เอี่ยมอ่อง ไม่เคยลงรับสมัครหรือเป็นสมาชิกพรรคที่ไหนมาก่อนเลย แม้ว่าจะมีบางคนย้ายมาจากพรรคโน้นพรรคนี้บ้าง แต่ปัญหาสำคัญคือผู้สมัครส่วนใหญ่ไม่ทำงานมวลชนในระดับท้องถิ่นมาก่อน อีกประเด็นหนึ่งคือในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีผู้มาใช้สิทธิน้อยมาก และทราบกันดีว่าคนที่ทำงาน สก.มาก่อนต้องใช้เงินประมาณ 30 ล้านบาท ที่จะได้ใกล้ชิดมวลชนนี้ คือเรื่องสิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองใหม่ไม่ประสบผลสำเร็จทางการเมืองท้องถิ่น
เป็นคำถามที่ถามกันสม่ำเสมอว่า ลงแข่งงวดนี้ใช้กระสุนดินดำหรือเงินเลือกตั้งไปเท่าไร และใครใจถึงกล้าเป็นนายทุนให้กับพรรคบ้าง ซึ่งได้คำตอบจากหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า พรรคการเมืองใหม่ใช้เงินบริจาคและไม่มีนายทุนพรรคแม้แต่คนเดียว ผู้สมัครทุกคนออกสตางค์เองล้วนๆ
พรรคเรากระสุนดินดำหรือทุนก็น้อย แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะปักป้ายแข่งขันกับใคร แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้สมัครได้มีโอกาสแนะนำตัวเองให้ทั่วถึงบ้าง ซึ่งป้ายต่างๆ ก็ต้องมีบ้างซึ่งก็มีน้อยมาก เพราะพรรคใช้งบส่วนกลางที่ใช้เป็นค่าโฆษกประชาสัมพันธ์ประมาณ 2 ล้านบาท ใน 40 เขต ถือว่าน้อยมากและพรรคไม่มีนายทุน มีเพียงเงินบริจาคที่ใช้จ่ายต่อเดือนเท่านั้น โดยสมาชิกทุกคนจะต้องจ่ายเงินปีละ 240 บาท และส่วนใหญ่ผู้สมัครออกค่าใช้จ่ายเองในการลงรับเลือกตั้ง และไม่มีเงินเดือนให้กับผู้สมัคร เพราะโดยหลักการไม่มีอยู่แล้ว เพราะผิดกฎหมายการเลือกตั้ง
“สมศักดิ์” บอกอีกว่า จากนี้ไปจะเน้นประเด็นการเมืองใหม่ให้หนักขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ โดยจะทำผ่านการลงพื้นที่สัญจรไปพบปะสมาชิกและสาขาพรรคทั่วประเทศ พร้อมกับไปรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงอนาคตพรรคการเมืองใหม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดีหลังจากนี้ไป
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณูปการเมื่อมีพรรคการเมืองใหม่ คือ บางกลุ่มการเมืองต้องการให้พรรคการเมืองใหม่อยู่แบบนี้และมีบางกลุ่มการเมืองต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ยุบไป เพราะได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่เกิดคือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางการเมือง เช่นเมื่อก่อนไม่มีพรรคการเมืองใหม่ หัวหน้าพรรคต่างๆ ไม่เคยลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น แต่พอมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง
ดังนั้น หากพรรคการเมืองใหม่จะชนะการเลือกตั้งก็ต้องชนะด้วยใสบริสุทธิ์ ดังเช่นการเลือกหัวหน้าพรรคของพรรคการเมืองใหม่ที่ให้สมาชิกพรรคทุกคนเลือกหัวหน้าพรรค ไม่ใช่กลุ่มคนแค่ร้อยหรือสองร้อยคนเป็นผู้เลือกหัวหน้าพรรคโดยสมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม และต้องไม่ใช่ชัยชนะเพราะการฉ้อโกงมา ถ้าทำอย่างนั้นพรรคการเมืองใหม่ขอแพ้ไปตลอดกาลดีกว่า นี้คือการเมืองใหม่
ใช้ทฤษฎี 'ตั๊กแตน'หนีตาย!
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่นับวันมุ่งเล่นงานกันถึงเลือดเนื้อและชีวิตความปลอดภัยในชีวิตจึงตกอยู่ในภาวะอันตรายดังเช่นอดีตหัวหน้าพรรค สนธิ โดนลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด สำหรับคนรับไม้ต่อเพื่อสานอุดมการณ์ของกลุ่มพันธมิตรอย่าง สมศักดิ์ย่อมตกเป็นเป้าสังหารไม่แพ้กัน
ผมไม่กลัวอยู่แล้ว ผมกล้าไปได้ทุกที่ไม่ว่าภาคเหนือ หรือภาคอีสาน แม้จะมีบ้างเป็นธรรมดาคนระดับหัวหน้าพรรคอย่างผม จะมีคนลอบทำร้ายหรือลอบสังหาร แต่จะระวังไม่ยอมตกเป็นเป้าอันตรายโดยจะระมัดระวังตัวเองให้มาก จะไม่ไปพึ่งพาคนอื่น เพราะถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็จบ
แม้ผมจะมีการ์ดคอยดูแลอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานด้วยกันมานาน เป็นพรรคพวกที่ต่อสู้ด้วยกันมาที่คอยเป็นห่วงเป็นใย สิ่งสำคัญเวลาไปไหนมาไหนก็จะมีอาสาสมัครที่คิดว่าเป็นเพื่อนเป็นเพื่อนตายกันไม่ได้มีเงินทองมาจ้างอะไรหรอก เพราะไม่ใช่เป็นคนรวยมีเงินทองมากมายขนาดนั้น
แม้ผมพอจะทราบว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้าย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกใครเพราะไม่มีประโยชน์ในสังคมไทย ที่สำคัญเป็นการสร้างความอ่อนแอให้กับตัวเองมากกว่า และจะไปพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ ถามว่าคุณสนธิโดนยิงมีใครจับคนลอบสังหารได้บ้างรึเปล่า เรื่องนี้ก็ยังเงียบกริบทั้งที่เหตุการณ์เกิดในตอนกลางวันกลางใจเมือง และอยู่ในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยซ้ำ คนอย่างผมคิดง่ายๆ ถึงที่ตายก็ตาย เพราะคิดจะทำงานเป็นหัวหน้าพรรคนำมวลชน ก็ต้องขึ้นเหนือลงใต้ถ้าไม่กล้าไปจะเป็นหัวหน้าพรรคได้อย่างไรแต่ถ้าถึงจุดอับจนตรอกต้องปะทะก็ต้องปะทะหรือใกล้ถึงที่ตายก็ต้องสู้ ซึ่งทำอะไรทำได้ก็ทำเชื่อเถอะมนุษย์ทุกคนไม่มีใครกลัวใคร
"หากถึงที่ตายก็ตาย แต่การระวังตัวก็ธรรมดา ผมไม่ได้ใช้รถกันกระสุนอะไรเป็นพิเศษ แต่จะใช้วิธีแบบแมลง โดยใช้ทฤษฎีตั๊กแตน คือพยายามไปให้เร็ว บินให้เร็ว หลบให้เร็ว หนีให้ไว ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจก็หลีกหนีเสียแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอบ้างถูกไล่โดนขู่ฆ่าซึ่งภรรยาหรือลูกผมที่บ้านก็ไม่ได้กลัวเพราะเราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เพราะถ้าออกไปพูดก็จะดูเป็นคนอ่อนแอ ไม่จำเป็นต้องไปพูดให้ใครๆ ฟัง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาคนระดับนี้ต้องมีคนลอบทำร้าย บางทีพวกลอบทำร้ายมาเฝ้าติดตามเป็นเดือนๆ ก็มี"
ต้องแพ้ก่อน จึงจะรู้ว่าชนะเป็นอย่างไร
แนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ โปรดฟัง สิ่งที่พรรคการเมืองใหม่จะเดินหน้าสู้คราวนี้ คือ อุดมการณ์! เป็นคำการันตีจากปาก สมศักดิ์ ที่กล่าวยืนยันหนักแน่นแล้วว่า หลังจากนี้ไปจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองใหม่อย่างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะงานใกล้ชิดและสร้างฐานมวลชนในระดับท้องถิ่น พร้อมกับจะเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกัน เช่นการรวมตัวเพื่อการอาชีพที่ทำแล้วทุกคนได้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะก่อตั้งในรูปสหกรณ์ ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หรือการรวมกลุ่มต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า การรวมกลุ่มเรื่องป่าชุมชน หรือการรวมกลุ่มต่อต้านการทิ้งขยะมูลฝอย หรือการรวมกลุ่มต่อต้านการทุจริต เป็นต้น
"ไม่ใช่นำเงินไปแจกหรือไปงานเลี้ยง ซึ่งพรรคก็ไม่มีเงินที่จะทำ ถึงแม้จะมีเงินก็ไม่ทำเพราะเป็นการเมืองน้ำเน่า การทำงานใกล้ชิดมวลชนจะต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ไม่ใช่เลือกผู้นำมาให้หวังพึ่งนักการเมือง แต่ประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและนำเสนอความคิด เช่น สก.และสข. ต้องมาประชุมร่วมกับชุมชน โดยที่คนในพื้นที่เสนอสิ่งใดนักการเมืองจะต้องดำเนินการตามนั้น หากพรรคการเมืองใหม่ได้ สก. 1-2 คน จะนำร่องให้เห็น แต่เมื่อไม่ได้ สก.และสข.สักคนเดียวก็ต้องต่อสู้กันต่อไป" สมศักดิ์ กล่าว
สมศักดิ์ ยังได้ยอมรับว่า ขณะนี้กำลังเดินสายเพื่อฟังเสียงสมาชิกพรรคและกลุ่มพันธมิตรฯ ทั่วประเทศว่าทิศทางการเมืองของพรรคการเมืองใหม่หลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรเนื่องจากขณะนี้เกิดกระแสความคิดความเห็น 2 ส่วน คือ สู้ต่อ กับ ไม่สู้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องคิดอย่างมากที่ต้องถามสมาชิกที่มาชุมนุมกันนับหมื่นๆคน เพราะก่อนหน้านี้มีเสียงเรียกร้องให้ตั้งพรรคการเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ก็ตั้งพรรคขึ้นมาตามเสียงเรียกร้องแล้ว
"ไม่ใช่เรื่องยากตัดสินใจลาออกหรือเลิกตั้งพรรค เพราะเราไม่ใช่พวกการเมืองเก่าที่หวังผลประโยชน์ จะเอาอย่างไรก็เอากัน วันหนึ่งบอกให้ตั้งเราก็ตั้งพรรค แต่ต้องไปหาข้อมูลและแลกเปลี่ยน ซึ่งที่ผ่านมามีแต่ให้กำลังใจว่าจำไว้เป็นบทเรียนอย่าท้อ ว่าต้องแพ้ก่อนจึงจะรู้ว่าชนะเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะฟังเสียงกัลยาณมิตรให้มากโดยจะไม่ฟังศัตรูเพราะศัตรูไม่ได้มองอะไรดีหรอก"
ทั้งนี้ สิ่งที่พรรคการเมืองใหม่ต้องการคืออยากให้ประชาชนได้คิดว่าการเลือกตั้ง สก.และสข. นั้นเลือกเพราะเหตุใด ซึ่งผู้สมัครพรรคก็ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ต้องการอาสาเข้ามาทำงาน แน่นอนจะสู้ต่อ แต่ก็ต้องฟังเสียงสมาชิกด้วย เพราะประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชนที่เลือกตั้งให้ตั้งพรรค จึงต้องฟังเสียงสมาชิกด้วยที่สำคัญไม่ใช่ความกระสันของแกนนำ ดังนั้นเราต้องฟังเสียงสมาชิกให้รอบคอบจึงไปสัญจรรับฟังเสียงประชาชนทั่วประเทศ แม้แต่ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็ต้องฟังแกนนำด้วยไม่ใช่ว่าจะมาตัดสินใจง่ายๆ







