
มะเร็งคือของขวัญของชีวิต
คำว่า “มะเร็ง” เพียงได้ยินก็รู้สึกหวาดหวั่น ยิ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นยิ่งขวัญผวา แต่กลับมีหลายคนที่ถือว่าการพบพานกับมะเร็งคือ
โดย...ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เครือข่ายพุทธิกา http://budnet.org
คำว่า “มะเร็ง” เพียงได้ยินก็รู้สึกหวาดหวั่น ยิ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นยิ่งขวัญผวา แต่กลับมีหลายคนที่ถือว่าการพบพานกับมะเร็งคือของขวัญของชีวิต คนเหล่านั้นมิใช่คนมองโลกเชิงบวกอย่างสุดขั้วหรือผู้บรรลุธรรม หากแต่เป็นคนธรรมดาสามัญที่ผ่านภาวะการต่อสู้อย่างสุดกำลังและหมดกำลัง จากนั้นเรียนรู้ที่จะอยู่กับมะเร็งด้วยใจที่สงบ และค้นพบสิ่งใหม่ในชีวิต ที่หากไม่ได้เป็นมะเร็งจะไม่มีโอกาสได้ทำหรือพบเจอ
ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับอรทัย ชะฟู หญิงสาวที่ผ่านการเป็นมะเร็งปอดสองครั้ง และผันตัวเองมาเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือชื่อ “วันนี้คือของขวัญของชีวิต”ตีพิมพ์โดยโครงการ “ความตายพูดได้”เครือข่ายพุทธิกา และอยากนำมาเล่าให้ฟังในที่นี้เพราะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือถ่ายทอดประสบการณ์สู้มะเร็งจนประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นหนังสือที่ถอดบทเรียนชีวิตของเธอออกมาเป็นคู่มือเชิงปฏิบัติการ หรือ How To ทั้งในฐานะผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้ไปเยี่ยมไข้ ที่เหมาะสมกับสังคมแห่งความเจ็บป่วยของเรายิ่งนัก
เช่นเดียวกับผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ พลันเมื่อรับฟังข่าวร้ายว่าเป็นมะเร็งปอดในขณะที่เธอเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีและชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ อรทัยตกอยู่ในภาวะช็อก คำถามที่ว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” “อะไรทำให้ฉันเป็นมะเร็ง” ผุดขึ้นในหัว จากนั้นเธอก็ทุ่มเทเงินทองทั้งหมดที่มีรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนมีชื่อด้วยวิธีการสมัยใหม่ที่สุดเท่าที่แพทย์จะแนะนำ ซึ่งครั้งแรกเธอเป็น “ผู้ชนะ” ผ่านไปเจ็ดปีมะเร็งหวนกลับมารุนแรงกว่าเดิม แพทย์วินิจฉัยว่าเธอจะมีชีวิตเหลืออีกแค่สองปี คราวนี้การต่อสู้อย่างสุดกำลังไม่ได้ผล การวิ่งหาหมอและยาทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพรจนหมดทั้งแรงกายและแรงใจ สุดท้ายยอมรับมะเร็งไม่อย่างไม่ต่อต้าน
“พอใจศิโรราบกับความเจ็บป่วยแล้ว มันก็เกิดความคิดว่า ไหนๆ เราจะตายแล้ว ชีวิตเราต้องการอะไร เราอยากได้อะไร และได้คำตอบที่ก่อนหน้านั้นเราหาไม่เจอ” อรทัย กล่าว คำตอบที่พบคือเธออยากอยู่เพื่อแบ่งปันความรักและประสบการณ์กับผู้เจ็บป่วย จากนั้นเธอก็อธิษฐานว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อผู้ยังประโยชน์แก่ผู้อื่น และผันคำอธิษฐานเป็นการปฏิบัติด้วยการไปช่วยดูแลผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลเชียงราย จากผู้ป่วยเด็กสู่ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ป่วยเรื้อรัง และดูแลกันจนอาการของผู้ป่วยเหล่านั้นเข้าสู่ระยะสุดท้าย และตายจากไป การดูแลผู้ป่วยรายแล้วรายเล่าทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าจะ “หาประตู” หรือ “ปลดปล่อย” ผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เดินทางไปสู่สภาวะใหม่อย่างสงบได้อย่างไร
มะเร็งก็ทำให้เธอค้นพบหนทางใหม่ของชีวิต จากหญิงเก่งที่ทำงานเพื่อสั่งสมยอดเงินในบัญชี ผันตัวเองมาเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งเธอบอกว่าการเป็นผู้ดูแลผู้อื่นเปรียบเสมือนการได้รับคีโมที่เยียวยาจิตใจ เพราะการทำเพื่อผู้อื่นทำให้เธอลืมความทุกข์กายและใจเกี่ยวของมะเร็งไปเสียสิ้น และราวปาฏิหาริย์ที่เมื่อเธอยอมอยู่กับมะเร็งสงบสุข มะเร็งเหล่านั้นก็อำลาไปจากร่างกาย
คุณเคยรู้สึกไหมว่า เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วยที่แม้จะเป็นเพื่อนหรือญาติสนิท แต่กลับรู้สึกเก้ๆ กังๆ อึดอัด ไม่รู้ว่าจะวางสีหน้าท่าทีหรือใช้คำพูดอย่างไร เหล่านี้ถือเป็นประเด็นร่วมที่มักเกิดขึ้น คำว่า “สู้ๆ นะ” หรือ “อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็จะดีขึ้น” หรือ “หายเร็วๆ นะ” แท้จริงเป็นคำพูดที่ควรพูดกับผู้ป่วยหรือไม่ ในฐานะคนเคยป่วย และผู้ดูแลผู้ป่วยมานับไม่ถ้วน ในหนังสือเล่มนี้อรทัยเฉลยว่าคำพูดเหล่านี้ฟังดูดีเหมือนให้กำลังใจ แท้จริงกลับเป็นคำพูดที่อาจกดดัน หรือ “ไม่สัมผัส” กับผู้ที่กำลังเจ็บป่วยเลย สิ่งที่ผู้เยี่ยมไปเยี่ยมไข้ควรทำคือวางท่าทีปกติ ไม่ลุกลี้ลุกลนหรือแสดงความห่วงใยมากเกินไปในรูปคำพูดสั่นสอนให้ปลงหรือนำเสนอวิธีการรักษา เช่น การใช้ยาสมุนไพรต่างๆ เพราะก่อนเรามาเยี่ยม มักมีผู้เยี่ยมคนอื่นนำเสนอสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้วมากเกินพอ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือการนั่งเป็นเพื่อน การส่งสายตาหรือการสัมผัสมือเพื่อบอกว่าคุณอยู่ตรงนั้นและรับรู้ความเจ็บป่วยของเขา และมีผู้ป่วยไม่น้อยที่อยากให้คนไปเยี่ยมพูดคุยกับเขาด้วยเรื่องสัพเพเหระที่ไม่เกี่ยวกับการป่วยไข้
อรทัยอาจเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ เธอไม่ใช่คนที่มีชีวิตสะดวกสบาย ความเป็นเด็กกำพร้าและมีปมขัดแย้งรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งต้องต่อสู้ชีวิตหาเลี้ยงชีพตั้งแต่วัยเด็กทำให้เธอทุกข์แสนสาหัส อดีตมักหวนมาทำร้ายจิตใจแม้ในความฝัน สิ่งเดียวที่เธอเคยคิดว่าเป็นความสุขและยึดไว้คือเงินตรา ทว่าเมื่อมะเร็งมาเยือนและเธอผ่านพ้นมาได้ และทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ วันเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตจึงถือเป็น “ของขวัญของชีวิต”
“รู้สึกว่าเราสัมผัสความสุขได้ง่ายขึ้น เมื่อก่อนไม่เคยตื่นเช้ามามองดอกไม้บาน ดูพระอาทิตย์ขึ้น ชื่นชมสายลมแสงแดด เพราะใช้ชีวิตเร่งๆ รีบๆ ตอนนี้รู้สึกว่าเมื่อนิ่งสงบแล้วเห็นความงาม ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องดิ้นหาความสุขเหมือนเมื่อก่อน” อรทัย กล่าว
ติดตามเรื่องราวชีวิตที่มีจุดหักมุมราวกับละครและวิธีการวางตัววางใจทั้งในฐานะผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้เยี่ยมไข้ ได้ในหนังสือ “วันนี้คือของขวัญของชีวิต” ประสบการณ์การเป็นมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของอรทัย ชะฟู หาซื้อได้ที่เครือข่ายพุทธิกา โทรศัพท์ 02-882-4387, 09-8906-3488 และ www.budnet.org







