posttoday
นโยบายออฟเซตและ Thailand 4.0

นโยบายออฟเซตและ Thailand 4.0

23 เมษายน 2560

ตอนที่แล้วผู้เขียนได้เกริ่นถึงการได้ไปร่วมประชุมนานาชาติเรื่องออฟเซตและการค้าต่างตอบแทน GOCA APAC 2017

โดย...ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตอนที่แล้วผู้เขียนได้เกริ่นถึงการได้ไปร่วมประชุมนานาชาติเรื่องออฟเซตและการค้าต่างตอบแทน GOCA APAC 2017 (Global Offset and Countertrade Association Asia Pacific Conference 2017) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีผู้แทนระดับสำคัญจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ และน่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 200-300 คน

มาเลเซียให้ความสำคัญกับนโยบายออฟเซต และริเริ่มแนวความคิดนี้โดยมหาเธร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1987 เริ่มโครงการแรกในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense industry) ในปี ค.ศ. 2005 และกว่าทุกอย่างจะเข้าที่จนตั้งหน่วยงานอย่าง TDA (Technology Depository Agency) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการคลังขึ้นมาดูแลได้ก็ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 2015 คือใช้เวลาพัฒนาความคิด ปรับรายละเอียดกันเกือบ 30 ปี

ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม GOCA APAC 2017 และได้กล่าวสนับสนุนนโยบายออฟเซตและโปรแกรม ICP อย่างแข็งขัน คือ “ท่านดาตุ๊กโจฮารี” (H.H. Datuk Seri Johari bin Abdul Ghani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Finance Minister II คู่กับท่านนาจิบ ราซัค (Najib Razak) ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของมาเลเซีย

ระหว่างการประชุมมีผู้เชี่ยวชาญหลายสิบท่านผลัดกันขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์การทำนโยบายออฟเซตในประเทศของตน ทั้งในฐานะผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านนโยบายออฟเซต

ในตอนหนึ่งคุณไซลานิ ซาฟารี (Zailani Safari) ซึ่งเป็น CEO ของ TDA กล่าวว่า TDA คือประตูของการนำเข้าการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่จากต่างประเทศสู่มาเลเซีย กล่าวคือ มาเลเซียมีนโยบายการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ (ETP, Economic Transformation Program) เพื่อทำให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี ค.ศ. 2020

โดยมีการผูกแผนการพัฒนา “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หรือ “อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์” (ซึ่งมีการปรับเป็นระยะ) เข้ากับการประเมินความต้องการในอนาคตของประเทศ ผ่านโปรแกรม MyForesight เช่น ผูกการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง เครื่องบิน เรือ และรถบรรทุกสินค้าสมรรถนะสูง เข้ากับการปฏิรูปการคมนาคม

การพัฒนาโลจิสติกส์ ผูกการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยุทธภัณฑ์เข้ากับกิจการกลาโหม ผูกการพัฒนาความมั่นคงด้านระบบสารสนเทศ (Cyber Security) และการพัฒนาอุตสาหกรรม IT เข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล มีการสร้าง “Cyberjaya” ทางตอนใต้ของกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นเมืองสำหรับกิจกรรมวิจัยและพัฒนา มีมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง และสำนักงานบริษัทด้าน IT จากประเทศต่างๆ เช่น CISCO และ HP เป็นต้น

หากคิดตื้นๆ สิ่งเหล่านี้อาจไม่แตกต่างจากไทย รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ก็อาจกล่าวว่ากำลังเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือแม้แต่นโยบาย Thailand 4.0 ที่กำลังนำพาประเทศไปสู่อุตสาหกรรม “New S Curve”

ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจเข้าใจว่าเรากำลังมีหลายนโยบายจะประกอบร่างสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมในประเทศ

ผู้เขียนอยากให้ไปพูดคุยกับผู้คนในวงการอุตสาหกรรมดูว่าพวกเขาเข้าใจ เห็นรูปธรรม Thailand 4.0 หรือ Industry 4.0 อย่างไร มีอุตสาหกรรมใดที่ถูกกำหนดให้มีการพัฒนาและได้รับสิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีอุตสาหกรรมไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านั้นมากแค่ไหน โดยเฉพาะอุปสงค์หรือความต้องการจากอุตสาหกรรม New S Curve ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นในรายอุตสาหกรรมมีมากและชัดเจนแค่ไหน

หลายวันก่อนมีผู้ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมเล่าให้ฟังว่า ผู้บริหารนโยบายอุตสาหกรรมของไทยกำลังต้องการให้มีการพัฒนาแบบประเมินระดับความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมว่าอยู่ในระดับใด เพื่อใช้สำหรับพิจารณา “gap” ระหว่างระดับของพวกเขาเหล่านั้น กับระดับ 4.0 อันล้อออกมาตามคำสำคัญ “Industry 4.0”

ฟังแล้วนี่อาจจะเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจและไม่น่าจะสร้างประโยชน์อันใดให้กับประเทศไทย

จากการมีโอกาสได้ศึกษา และได้ฟังยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของมาเลเซีย เมื่อเทียบกับประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมให้เจ้าของเทคโนโลยีจากประเทศต่างๆ เข้าไปลงทุนผ่านการชักจูงด้วยสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นไปที่ “Supply Side” จากฝั่งภาครัฐ แต่ต้องหันมาพิจารณาความต้องการของประเทศในระดับยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ความสามารถของประเทศที่ต้องการ (ความสามารถของประชากรในอนาคต) ก่อนจะแปรรูปออกมาเป็นโครงการลงทุน เคาะตัวเลขปริมาณความต้องการใช้ เงื่อนไขที่จะทำให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้นและอยู่ได้อย่างยั่งยืน และตามมาด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งทั้งหมดนี้จะมุ่งเน้นไปที่การศึกษา “Demand Side”

หลังการประชุมวิชาการนานาชาติ GOCA APAC 2017 ที่มาเลเซียเพียง 2 วัน ผู้เขียนได้จัดเสวนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเชิญอาจารย์คูรี่ (Curie Maharani Savitri) จาก BINUS University ผู้มีประสบการณ์การทำนโยบายออฟเซตให้รัฐบาลอินโดนีเซียมาบรรยาย

คุณคูรี่เล่าว่ายุทธศาสตร์ออฟเซตของอินโดนีเซียเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ก่อนมาเลเซียเสียด้วยซ้ำ โดยท่าน “ฮาบีบี้” อดีตประธานาธิบดีผู้เลื่องชื่อของอินโดนีเซีย โดยเริ่มต้นกันที่อุตสาหกรรมการผลิตยุทธภัณฑ์ ทำให้ทุกวันนี้อินโดนีเซียสามารถผลิตอาวุธได้หลายรายการ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์รุ่น CN 235-220 M ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยซื้อจากโรงงานในบันดุงด้วย

คุณคูรี่แถมท้ายเรื่องการตั้งศูนย์กระจายสินค้าของอาลีบาบาจากจีนในมาเลเซียว่า จะเป็นประโยชน์กับมาเลเซียอย่างสูง แต่อาจไม่ดีนักหากมาตั้งอยู่ในไทย เนื่องจากโดยพื้นฐานมาเลเซียต้องนำเข้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจากต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย

การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายไปจับอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจะสอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและขนาดประชากร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน (ขณะที่อินโดนีเซียมี 250 ล้านคน และไทยมี 65 ล้านคน) อาลีบาบาอาจจะช่วยให้มาเลเซียได้สินค้าราคาถูกโดยไม่กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งอาจจะตรงกันข้ามกับไทย เพราะอาจทำให้ SME หลายรายที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันต้องเดือดร้อน

ยุทธศาสตร์ออฟเซตของอินโดนีเซียวางบนพื้นฐานที่ประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน และอยู่ในภาคเกษตรกรรม องคาพยพที่ใหญ่อุ้ยอ้ายย่อมทำจุดโฟกัสของอินโดนีเซียต่างออกไป

ฟังแล้วได้แต่ตาลุกวาว และมองเห็นอะไรอีกหลายอย่างได้กระจ่างมากขึ้น 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท