posttoday
ยังต้องทำงานหนัก

ยังต้องทำงานหนัก

23 เมษายน 2560

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้เริ่มฟื้นตัวและมีอัตราการขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้ เห็นได้จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้เริ่มฟื้นตัวและมีอัตราการขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้ เห็นได้จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยปรับเพิ่มเป็น 3.5% จากเดิม 3.4% ขณะที่ธนาคารโลกปรับเพิ่มจาก 3.1% เป็น 3.2% เช่นเดียวกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้และปีหน้า หลังจากเผชิญภาวะซบเซาในปีที่แล้ว โดยคาดว่าปีนี้ขยายตัว 2.4% เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนที่โตเพียง 1.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินปี 2551

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยที่ปกติควรจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจและการค้าโลกข้างต้น เพราะจะทำให้การส่งออกของไทยเติบโตดีขึ้น และเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตตามไปด้วย แต่ด้วยโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยที่ตกรุ่น ไม่ทันสมัย ไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก จึงทำให้การส่งออกของไทยไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การคาดการณ์การส่งออกของไทยในสายตาของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี จะขยายตัวได้ 3% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกข้างต้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์การส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 2.2% เป็นขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้ส่งออกจะโตได้ 5%

นอกจากการส่งออกจะได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มที่แล้ว ยังจะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนของไทยตามไปด้วย เพราะการผลิตการลงทุนของไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการส่งออก แม้เอดีบีจะเห็นภาพการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่น่าจะมีการลงทุนเพิ่มเติมจากการส่งออกฟื้นตัว เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กำลังผลิตถึง 90% แล้วก็ตาม แต่เอดีบีก็ยอมรับว่า ในภาพรวมแล้วอุตสาหกรรมของไทยมีการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น ยังเหลือกำลังการผลิตอีกถึง 40% ทำให้เอกชนไม่มีความจำเป็นต้องขยายการลงทุนหรือมีการลงทุนใหม่

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงยังคงประมาทไม่ได้กับการเร่งดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุนโครงการของรัฐเพื่อให้เม็ดเงินออกมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้ยังคงเติบโตไปได้ ซึ่งเมื่อดูจากรายงานของสำนักงบประมาณเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 ช่วง 6 เดือน คือระหว่างเดือน ต.ค. 2559-มี.ค. 2560 แล้ว จะพบว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนยังล่าช้ากว่าและต่ำกว่าเป้าหมายไม่แตกต่างจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

เพราะแม้ว่างบประมาณทั้งปี 2.92 ล้านล้านบาท จะมีการเบิกจ่ายสัดส่วนถึง 53.15% สูงกว่าเป้าหมาย 1.15% ก็ตาม แต่เป็นการเบิกจ่ายเกินเป้าจากงบประจำที่สามารถเบิกจ่ายได้ 1.26 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.77% ของงบประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายถึง 3.01%

แต่เมื่อมาดูการเบิกจ่ายงบลงทุนปรากฏว่าเมื่อรวมกับงบกลางแล้วเป็นวงเงิน 5.48 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายเพียง 1.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 34.8% ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.2% แม้จะมีการก่อหนี้ผูกพันแล้ว 3.38 แสนล้านบาทก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐ

นับจากนี้รัฐบาลจึงยังต้องทำงานกันอย่างหนัก เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ต้องมาพร้อมกับการอุดช่องโหว่ป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณไปพร้อมกัน เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนที่มีอยู่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เป็นการดำเนินการไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เกิดขึ้นจริง และเป็นหัวจักรใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์