
กฎหมาย วิถีชีวิต และการบังคับใช้
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้วการออกมาขอโทษของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีของการออกคำสั่งกฎหมายมาตรา 44 รัดเข็มขัดนิรภัยและการนั่งในกระบะหรือแค็บของรถกระบะได้ ทำให้เกิดการฉุกคิดและตั้งคำถามต่อการมีกฎหมาย การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงได้ออกกฎหมายที่ขัดกับวิถีชีวิตของคน หรืออาจสร้างความลำบากให้แก่คนทั่วไป แต่อีกหลายคนอาจสงสัยในมุมตรงกันข้ามว่าในเมื่อคำสั่งในกรณีนี้ออกมาก็เพราะเกิดจากความห่วงใยและเห็นแก่ความปลอดภัยของคนที่ใช้รถใช้ถนนแล้วทำไมคนถึงต่อต้านและถึงขนาดที่นายกฯ ต้องออกมาขอโทษหากตอบคำถามเหล่านี้จากมุมทางรัฐศาสตร์เชิงสถาบันทางการเมือง คำตอบที่จะทำให้เข้าใจในเหตุการณ์นี้คือ การเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าการออกกฎหมายของรัฐหรือผู้ถืออำนาจรัฐนั้นเป็นเรื่องของการสร้างเครื่องมือและแนวทางในการจำกัดและกำหนดการกระทำของคนที่มาอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งการมาอยู่ร่วมกันในสังคมของคนแต่ละคนนั้นต้องยอมรับว่าต่างก็มีความต้องการส่วนตัวที่หลายครั้งความต้องการส่วนตัวของคนคนหนึ่งไปมีผลกระทบในเชิงลบกับความต้องการของอีกคนหนึ่ง หรือทำให้เกิดความวุ่นวายและไม่เป็นระเบียบในสังคมเกิดขึ้น เช่นนี้แล้วการสร้
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
การออกมาขอโทษของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีของการออกคำสั่งกฎหมายมาตรา 44 รัดเข็มขัดนิรภัยและการนั่งในกระบะหรือแค็บของรถกระบะได้ ทำให้เกิดการฉุกคิดและตั้งคำถามต่อการมีกฎหมาย การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทย
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงได้ออกกฎหมายที่ขัดกับวิถีชีวิตของคน หรืออาจสร้างความลำบากให้แก่คนทั่วไป แต่อีกหลายคนอาจสงสัยในมุมตรงกันข้ามว่าในเมื่อคำสั่งในกรณีนี้ออกมาก็เพราะเกิดจากความห่วงใยและเห็นแก่ความปลอดภัยของคนที่ใช้รถใช้ถนนแล้วทำไมคนถึงต่อต้านและถึงขนาดที่นายกฯ ต้องออกมาขอโทษ
หากตอบคำถามเหล่านี้จากมุมทางรัฐศาสตร์เชิงสถาบันทางการเมือง คำตอบที่จะทำให้เข้าใจในเหตุการณ์นี้คือ การเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าการออกกฎหมายของรัฐหรือผู้ถืออำนาจรัฐนั้นเป็นเรื่องของการสร้างเครื่องมือและแนวทางในการจำกัดและกำหนดการกระทำของคนที่มาอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งการมาอยู่ร่วมกันในสังคมของคนแต่ละคนนั้นต้องยอมรับว่าต่างก็มีความต้องการส่วนตัวที่หลายครั้งความต้องการส่วนตัวของคนคนหนึ่งไปมีผลกระทบในเชิงลบกับความต้องการของอีกคนหนึ่ง หรือทำให้เกิดความวุ่นวายและไม่เป็นระเบียบในสังคมเกิดขึ้น เช่นนี้แล้วการสร้างกฎและกติกาขึ้นมา เพื่อใช้ร่วมกันในสังคมจึงมีความจำเป็น
แต่การออกกฎหมายหรือคำสั่งโดยหวังว่าคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ เพราะมีกฎหมายหรือคำสั่งที่มีออกมาแล้วเพียงอย่างเดียวก็เป็นความคาดหวังที่ไกลจากความเป็นจริง เพราะต้องไม่ลืมไปว่า การที่กฎหมายที่มีออกมาเพื่อบังคับใช้นั้น จะต้องเข้ากันได้กับบริบทในเรื่องของความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ ด้วย
การขัดกันของกฎหมายที่มีความเป็นทางการกับความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีความไม่เป็นทางการนั้นจะทำให้การบังคับใช้และการปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งตามอำนาจของรัฐนั้นไม่ได้เกิดผลตามที่คาดไว้
เช่น ในกรณีของการห้ามนั่งในแค็บหรือกระบะของรถกระบะที่รัฐบาลได้บอกว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ก่อน แต่ไม่เคยบังคับใช้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อการนั่งในแค็บและกระบะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว การจะมาบังคับใช้โดยไม่ได้สร้างให้เห็นความจำเป็นและที่มาของกฎหมายนั้น โอกาสของการที่คนจะแสดงความไม่พอใจหรือมีพฤติกรรมขัดขืนต่อต้านนั้นก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่แปลกใจ และในที่สุดอย่างที่ทราบกันแล้วว่ากฎหมายที่มีก็ต้องเกิดการชะลอการบังคับใช้ออกไปอีก
และหากมองไปไกลกว่าการออกกฎหมายหรือคำสั่งช่วงนี้แล้ว ในขณะนี้ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ สิ่งที่จะตามมาคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่อีก 10 ฉบับ ก็เป็นประเด็นที่เราต้องจับตามองว่าความสำเร็จของการออกกฎหมายเหล่านี้ที่ส่วนหนึ่งสามารถมองว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการปฏิรูปประเทศและการเมืองของประเทศนั้นก็จะขึ้นอยู่กับเนื้อหาในแต่ละ พ.ร.ป.ที่สามารถบังคับใช้และไม่ได้ขัดกับวิถีชีวิตของคนไทยหรือไม่
ยกตัวอย่าง พ.ร.ป.บางฉบับที่มีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนต่อสาธารณะ ซึ่งก็ได้เกิดการถกเถียงถึงจุดประสงค์และความคาดหวังของผู้ร่างฯ ว่าเนื้อหาที่ร่างนั้นอาจจะไม่ได้เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทย เช่นนี้แล้วความคาดหวังของร่าง พ.ร.ป.นั้นๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เช่น ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่ส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ก็คือในส่วนของการให้มี “การกำหนดในข้อบังคับพรรคการเมืองให้สมาชิกชำระค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาท” ซึ่งหลายคนได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดเช่นนี้นั้นจะมีความเป็นไปได้มากแค่ไหนในประเทศไทย
การทำให้คนไทยที่มักจะเป็นฝ่าย “ผู้รับ” จากระบบการเมืองไปเป็น “ผู้ให้” ในระบบการเมือง จะเป็นการตั้งความหวัง หรือการเขียนกฎหมายโดยไม่ได้มองความเป็นจริงและวิถีทางการเมืองของคนไทยหรือไม่ ที่สำคัญการเปลี่ยนสถานะของคนไทยในระบบการเมืองนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองของนักการเมืองกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
เพราะเข้าใจว่าการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีฐานสมาชิกพรรคที่สมาชิกแต่ละคนจ่ายค่าธรรมเนียมและบำรุงพรรคนั้นเป็นความต้องการที่จะทำให้เกิดทัศนคติของการเป็นเจ้าของและการลงทุนกับพรรค ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นเป็นการออกกฎหมายที่ดีมาก เพราะความสัมพันธ์และความเป็นเหตุและผลของการกำหนดการเป็นสมาชิกกับการเป็นเจ้าของพรรคนั้นมีความเป็นไปได้สูงในความสัมพันธ์
แต่หากขาดการทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นว่าการกำหนดแบบนี้ไม่ได้เป็นการกีดกันหรือทำให้คนที่เงิน 100 บาท มีค่ามากกับการดำรงชีวิตห่างจากการเมืองออกไปอีก การกำหนดเช่นนี้ก็รังแต่จะทำให้ความคาดหวังในจุดนี้ห่างไกลความจริงเข้าไปอีก
อีก พ.ร.ป.หนึ่ง ในเรื่องของที่มาของ สส. หรือการเลือกตั้ง ซึ่งเท่าที่สังคมได้ทราบมาคือ ระบบการเลือกตั้งที่เราจะใช้ก็คือระบบที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจมากที่สุดคือ การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว
การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นจะเป็นเรื่องที่ต้องปรับวิถีของการเลือกตั้งของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากที่เราใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มาเป็นเวลานับสิบกว่าปีในการเลือกตั้งอย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งในกรอบคิดของคนไทยกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ ใบหนึ่งเลือกคนที่รัก อีกใบหนึ่งเลือกพรรคที่ชอบ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นใบเดียวแล้ว และยังต้องคำนึงถึงรายชื่อผู้ที่พรรคคัดเลือกให้เป็นตัวเลือกนายกฯ ของแต่ละพรรคแล้ว คนไทยจะต้องเปลี่ยนกรอบคิดในการกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งใบเดียวให้เป็นการคิดถึง 3 ชั้น คือ การกาหนึ่งครั้งจะเป็นการ “เลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ และว่าที่นายกฯ ที่ใช่” ในคราวเดียวกัน
ดังนั้น การประสบหรือไม่ประสบความสำเร็จของการเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งผ่านการออกแบบระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ที่มาของ สส.นั้น ในที่สุดแล้วก็จะขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการปรับพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก
เช่นนี้แล้ว การคาดหวังว่าเมื่อได้ออกแบบการทำให้เกิดพรรคการเมือง ระบบพรรคการเมืองในรูปแบบใหม่ หรือระบบการเลือกตั้งแบบใหม่แล้วคาดหวังว่าคนจะทำตามการออกแบบหรือผลคงจะได้ตามความตั้งใจเมื่อตอนร่างกฎหมายนั้นคงจะไม่เพียงพอ แต่การสร้างความเข้าใจให้คล้อยตามต่อแนวทางของกฎหมายต่างหากที่จะทำให้กฎหมายที่มีเกิดผลการบังคับใช้อย่างแท้จริง







