
มองสิงโตคำราม เศรษฐกิจหรือการเมือง ก็เรื่องเดียวกัน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวที่สะเทือนระบบเศรษฐกิจโลก คือการที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวที่สะเทือนระบบเศรษฐกิจโลก คือการที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 มิ.ย. 2560 ซึ่งเป็นการกลับคำพูดที่เคยประกาศไว้หลังจากผลการประชามติเรื่อง Brexit ก่อนหน้านี้ ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งก่อนปี 2564 การประกาศเลือกตั้งอย่างฉับพลันทันทีนั้น ส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน โดยที่ค่าเงินปอนด์แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดทุน (FTSE100) ลดลงไป 2.5% ในวันเดียวกัน (18 เม.ย. 2560)
การประกาศครั้งนี้เป็นข่าวหน้าหนึ่งในสื่อเศรษฐกิจการเมืองทั้งโลก เพราะไม่ใช่เรื่องการเมืองภายในเพียงอย่างเดียว แต่นัยสำคัญคือเรื่อง Brexit ที่นายกรัฐมนตรีต้องการความมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการนำประเทศออกจากสหภาพยุโรปตามการทำประชามติก่อนหน้านี้ได้อย่างไม่มีอุปสรรคใดๆ เพราะหลังจากผล Brexit ที่พลิกความคาดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้อยู่ในตลาดทุน คนในเมืองใหญ่ ธุรกิจข้ามชาติต่างๆ
รัฐบาล เทเรซา เมย์ ถูกโจมตีอย่างหนัก เพราะการออกจากสหภาพยุโรปจะสร้างความซับซ้อนมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีการค้า การลงทุน เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน แม้แต่การเข้าออกประเทศอังกฤษของประชาชนที่อยู่ในสหภาพยุโรป ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่สนับสนุนการออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พนักงานบริษัทท้องถิ่น ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด ก็โจมตีกลุ่มที่สนับสนุนการอยู่ในสหภาพยุโรปอย่างหนักเช่นกัน
การที่รัฐบาลอยู่ในสถานภาพนี้ และต้องไปต่อรองกับสหภาพยุโรป ทำให้อังกฤษมีความเสียเปรียบก่อนที่จะต้องดำเนินการ เพราะมีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเกณฑ์ที่พัวพันกับระบบเศรษฐกิจต้องเจรจา ซึ่งหากทำได้ไม่ดีพออังกฤษอาจเสียเปรียบ ในขณะที่สหภาพยุโรปเองก็ผิดหวังผลของประชามติที่ผ่านมา เพราะจะทำให้ยุโรปมีการแบ่งแยกจากเดิมที่เคยเป็นตลาดเดียว ซึ่งทำให้ยุโรปมีอำนาจต่อรองทางการค้ากับประเทศต่างๆ ในโลกสูงมาก สหภาพยุโรปก็เตรียมการเจรจาอย่างไม่ยอมเสียเปรียบอังกฤษเช่นกัน รัฐบาลจึงต้องผจญกับแรงบีบคั้นจากข้างในประเทศและนอกประเทศ ตั้งแต่ เทเรซา เมย์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจเร็วและเฉียบพลันลักษณะนี้ คือการหยุดการแตกแยกทางความคิดเรื่อง Brexit ของประเทศ เพราะ เทเรซา เมย์ มั่นใจว่าจะได้ครองเสียงข้างมากหลังเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การควบคุมกลไกต่างๆ ในประเทศเด็ดขาดขึ้น ชัดเจนขึ้น จะทำให้อังกฤษอยู่ในสถานะที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเจรจากับยุโรป
หากอ่านการวิเคราะห์ของสื่ออังกฤษและผลสำรวจต่างๆ เกือบทั้งหมดชื่นชมความเด็ดขาด แม้แต่ผู้นำองค์กรทางเศรษฐกิจในยุโรปก็ให้สัมภาษณ์ในทางเดียวกันว่าจะทำให้อังกฤษและยุโรปสามารถสร้างข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายได้ดีกว่าเดิม ซึ่งใช้คำว่า “Soft Brexit’’ แทนนัยนี้ สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาทันทีทางตลาดเงินและตลาดทุนที่วิ่งสวนทางกัน มีทั้งคนชื่นชมและมีทั้งคนผิดหวัง แต่จากผลสำรวจต่างๆ ที่ทำทันทีหลังการประกาศ เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกพรรคของ เทเรซา เมย์ เข้ามาอย่างถล่มทลายเพื่อจัดการเรื่อง Soft Brexit เพราะสุดท้ายประชาชนอังกฤษก็ย่อมจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะคิดต่างกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประเทศทั้งประเทศมีความเสี่ยงในการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับยุโรป
ความเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้คิดต่างกัน จึงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นความได้เปรียบของประเทศและของประชาชนทุกคนไม่ว่าฝ่ายใดในการแข่งขันในเวทีโลก วันนี้นอกจากจะเจรจากันเรื่องสงครามแล้ว การเจรจาด้านการค้าการลงทุนนั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตและความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งหมดในระยะยาว สำหรับประเทศไทยความขัดแย้งอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งคือปัญหาทางการเมือง แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นที่ทุกฝ่ายควรตระหนักคือความต่อเนื่องในการรักษาสถานะของประเทศให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน
หากมองปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจแทนเป็นหลัก เราจะเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในรูปแบบคล้ายๆ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา คือมีผู้เติบโตอย่างรุนแรง รวดเร็ว และมีผู้วิ่งตามไม่ทัน มีผู้ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังจำนวนมาก ความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่องเป็น 10 ปีในลักษณะนี้ ทำให้นักการเมืองมีข้อจำกัดและมีทางเลือกในการใช้นโยบายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งน้อยมาก จึงมีนโยบายประชานิยม แต่รัฐบาลปัจจุบันอยู่ในอีกสถานภาพและนายกรัฐมนตรีนั้นยังคงเป็นที่ยอมรับ หากได้มีการนำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างเศรษฐกิจมาพิจารณาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้สถานภาพพิเศษนี้แก้ปัญหาให้คนจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ วิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ยาวนานต่อเนื่องอาจถูกหยุดลงได้ ไม่ใช่เพราะอำนาจทางการทหาร แต่หยุดความขัดแย้งทั้งประเทศได้เพราะนโยบายเศรษฐกิจ “เศรษฐกิจสมดุล เพื่อคนทุกฝ่ายไม่ว่าจะใหญ่จะเล็ก’’ เรื่องราวของ Brexit เป็นภาพสะท้อนหนึ่งที่ดีเรื่องความสัมพันธ์ของการเมืองและเศรษฐกิจ
นโยบายเศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่ จึงเป็นคำตอบของความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชน ของประเทศ ไม่ใช่ความปรองดองทางการเมือง ไม่ใช่การเลือกตั้งช้าเร็ว เลือกตั้งเร็วแล้วมีความวุ่นวายตามมา ผลจะต่างจากอังกฤษมาก เขาเลือกทำเร็วเพื่อกระชับอำนาจ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวเตรียมต่อรองการค้ากับโลกครึ่งโลก เราจะทำเร็วหรือช้าน่าจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของระบบเศรษฐกิจนี้ถูกทำให้ลดน้อยถอยลงไป ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกแตกแยกมาก ด้านความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต เรื่องปากท้องพื้นฐาน หากไม่แก้ไขเรื่องนี้ก่อน ปรองดองไม่ปรองดอง จีดีพีโตไม่โต โปร่งใส ไม่โปร่งใส ค่าเท่าเดิม







