
ขึ้นบัญชี4ธุรกิจเสี่ยงเฝ้าระวัง
หน่วยงานรัฐ 13 แห่ง เชื่อมข้อมูลจับตา 4 ธุรกิจเสี่ยงทั้งขายตรง ท่องเที่ยว อี-คอมเมิร์ซ หลังถูกคนแห่ร้องเรียนเพิ่มน.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ที่ประชุม 13 หน่วยงานรัฐหารือในการดูแลและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ หลังจากที่บริษัท เวลท์เอเวอร์ ได้สร้างความเสียหายกับประชาชนเป็นจำนวนมากในการหลอกขายทัวร์ราคาถูก โดยเห็นร่วมกันว่าควรกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล และบุคคลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Watch List)ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงและจะเน้นในการติดตามมี 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจขายตรง การตลาดแบบตรง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม เนื่องจากธุรกิจทั้ง 4 ประเภท พบข้อร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการนำร่องในการเริ่มต้นบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยดูจากข้อร้องเรียนของประชาชนเป็นหลัก“แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของ 4 ธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้
หน่วยงานรัฐ 13 แห่ง เชื่อมข้อมูลจับตา 4 ธุรกิจเสี่ยงทั้งขายตรง ท่องเที่ยว อี-คอมเมิร์ซ หลังถูกคนแห่ร้องเรียนเพิ่ม
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ที่ประชุม 13 หน่วยงานรัฐหารือในการดูแลและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ หลังจากที่บริษัท เวลท์เอเวอร์ ได้สร้างความเสียหายกับประชาชนเป็นจำนวนมากในการหลอกขายทัวร์ราคาถูก โดยเห็นร่วมกันว่าควรกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล และบุคคลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Watch List)
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงและจะเน้นในการติดตามมี 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจขายตรง การตลาดแบบตรง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม เนื่องจากธุรกิจทั้ง 4 ประเภท พบข้อร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการนำร่องในการเริ่มต้นบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยดูจากข้อร้องเรียนของประชาชนเป็นหลัก
“แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของ 4 ธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทันทีก่อนออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงป้องกันความเสียหายของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงสามารถใช้ตรวจสอบนิติบุคคลหรือบุคคลต้องสงสัยที่จะกระทำความผิดในธุรกิจอื่นๆ ด้วย” น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบเชิงลึกธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงประชาชนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คาดว่าจะแต่งตั้งคณะทำงานร่วม
เฉพาะกิจได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ส่วนมาตรการดูแลและเตือนภัยนั้น แต่ละหน่วยงานจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน โดยในการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ ให้ตรวจสอบกับกรม โดยตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยว ตรวจกับกรมการท่องเที่ยว และตรวจสอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง กับ สคบ. ซึ่งจะแนะนำให้ประชาชนต้องตรวจสอบทุกครั้งก่อนที่จะติดต่อซื้อขาย หรือทำธุรกิจกับบริษัท







