
'ZERO THEORY' ทฤษฎีศูนย์...เพื่อประโยชน์สูงสุด
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการด้วยความอยากจะเห็นเศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้น ผู้เขียนจึงได้ใช้เวลาว่างช่วงสงกรานต์ปีนี้ ด้วยการนัดเพื่อนฝูงที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ท่านหนึ่งคือ...ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธาน Asia Australia commercial Bank, นายกสมาคมธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ และรองผู้ว่ากรุงเทพ มหานคร 2 สมัย ได้อรรถาธิบายถึง “ทฤษฎี” หนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ-การเงินและบริหารประเทศ นั่นคือ “Zero Theory” หรือ “ทฤษฎีศูนย์ เพื่อประโยชน์สูงสุด” “Zero Theory” ทฤษฎีศูนย์ดังกล่าวนี้ หมายถึง การแสวงประโยชน์ให้ได้สูงสุดหนึ่ง การใช้ประโยชน์ให้สูงสุดหนึ่ง การทำประโยชน์ให้ได้สูงสุดหนึ่ง จากบุคคล สัตว์ สิ่งของ และวัตถุธาตุทั้งหลาย โดยตัวของทฤษฎีนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ คือ 1.ทำจากสิ่งที่ไม่มีอะไรให้มีอะไร 2.ทำสิ่งที่มีให้ได้ประโยชน์มากที่สุด 3.ใช้ความว่างให้เป็นประโยชน์- ทำจากสิ่งที่ไม่มีอะไรให้มีอะไรสาระสำคัญมุ่งเน้นให้เห็นทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งมีค่าสูงสุด โดยเห็นได้ว่าสิงคโปร
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
ด้วยความอยากจะเห็นเศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้น ผู้เขียนจึงได้ใช้เวลาว่างช่วงสงกรานต์ปีนี้ ด้วยการนัดเพื่อนฝูงที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ท่านหนึ่งคือ...ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธาน Asia Australia commercial Bank, นายกสมาคมธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ และรองผู้ว่ากรุงเทพ มหานคร 2 สมัย ได้อรรถาธิบายถึง “ทฤษฎี” หนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ-การเงินและบริหารประเทศ นั่นคือ “Zero Theory” หรือ “ทฤษฎีศูนย์ เพื่อประโยชน์สูงสุด”
“Zero Theory” ทฤษฎีศูนย์ดังกล่าวนี้ หมายถึง การแสวงประโยชน์ให้ได้สูงสุดหนึ่ง การใช้ประโยชน์ให้สูงสุดหนึ่ง การทำประโยชน์ให้ได้สูงสุดหนึ่ง จากบุคคล สัตว์ สิ่งของ และวัตถุธาตุทั้งหลาย โดยตัวของทฤษฎีนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ คือ 1.ทำจากสิ่งที่ไม่มีอะไรให้มีอะไร 2.ทำสิ่งที่มีให้ได้ประโยชน์มากที่สุด 3.ใช้ความว่างให้เป็นประโยชน์
- ทำจากสิ่งที่ไม่มีอะไรให้มีอะไร
สาระสำคัญมุ่งเน้นให้เห็นทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งมีค่าสูงสุด โดยเห็นได้ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กไม่มีทรัพยากร แต่ค่าเงินของสิงคโปร์มีค่ามากกว่าของไทยมากสิบกว่าเท่า ก็เพราะเขาขาย “วิชาการและการบริการ”
“การบริการเป็นทรัพย์” สามารถทำประโยชน์เป็นทรัพย์ได้ เป็นที่รักใคร่ของผู้พบเห็น ได้รับความเมตตาจากคนทั้งหลาย ดูได้จากญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กกว่าอเมริกาหลายสิบเท่า แต่ค้าขายมีกำไรเกินดุลอเมริกาเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากทรัพยากรมนุษย์ทั้งสิ้น
หากประเทศใดสามารถฝึกฝนคนให้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีคุณธรรม ประเทศเหล่านั้นย่อมประสบความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด จึงต้องสร้างในสิ่งที่เราไม่มี คือ ความรู้ ความสามารถและคุณธรรม ให้ทุกคนในชาติ “มี” สิ่งหล่านี้ให้จงได้
- ทำสิ่งที่มีให้ได้ประโยชน์มากที่สุด (การใช้วัตถุให้ได้ประโยชน์สูงสุด)
เมื่อพูดคุยถึงในหัวข้อที่ 2 ทำให้นึกถึงเรื่องข้อเขียนเมื่อต้นปีที่แล้วขึ้นโดยพลัน ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง “My dream ปี’59...‘บิ๊กตู่’ ใช้ ‘หมัดเหล็ก’ แปลงคลื่นเป็นเงิน” ลงตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง โดยเสนอความคิดเห็นอันบริสุทธ์ใจ ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จงได้ใช้ มาตรา 44 แปลงเงินเข้ารัฐด้วยการใช้กฎเหล็ก มอบอำนาจให้ กสทช. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตรวจสอบจำนวนคลื่นความถี่ที่องค์กรรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง อ้างสัญญาสัมปทานที่หมดอายุ “ยื้อ” ถือครองอยู่
หากมีการสำรวจรวบรวมมาส่งคืนเข้ารัฐ หรือ กสทช.ดำเนินการจัดสรรใหม่ โดยการนำออกประมูลให้เอกชนนำไปพัฒนาระบบโทรคมนาคมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากจะได้เงินสดก้อนใหญ่เข้ารัฐเพื่อการพัฒนาประเทศแล้ว ยังจะทำให้เกิดการใช้คลื่นความถี่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดอีกด้วย
ทั้งนี้ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กสทช.ด้านคมนาคม อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยวิเคราะห์ไว้ว่า หากรัฐดำเนินการดังกล่าว รัฐจะได้เงินไปพัฒนาประเทศ 2-3 แสนล้านบาท พร้อมกับจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบ 4จี, 5จี ในอนาคตอีกด้วย
น่าประหลาดใจว่าข้อคิดของอาจารย์ดังกล่าว ไยจึงเผอิญตรงกับหลัก “ทฤษฎีศูนย์ Zero Theory” (การใช้วัตถุให้เกิดประโยชน์สูงสุด) ที่เน้น ในเรื่อง “ทำสิ่งที่มี (คือ คลื่นความถี่ ที่มีอยู่แล้ว) พอดีเลยเชียว
เป้าหมายของ “ทฤษฎีศูนย์” มีนัยแสดงให้เห็นว่าประโยชน์สูงสุดเกิดจากมนุษย์ ประโยชน์สูงสุดจากวัตถุธาตุ และประโยชน์สูงสุดจากความว่าง ดังได้กล่าวมาแล้วมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในโลก ต่อจากนั้นจึงเป็นประโยชน์สูงสุดจากวัตถุธาตุ หรือสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 หลักการใหญ่ คือ 1.การใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด 2.การทำประโยชน์ไม่ให้เหลือเศษ 3.การทำสิ่งที่ใช้หมดแล้วให้กลับมามีประโยชน์ขึ้นใหม่
ตาม ข้อ 1 ต้องรู้จักนำเอาวัตถุทั้งหลาย เช่น เครื่องมือ สิ่งของใช้ให้ตรงประโยชน์ หากเอาไปใช้ในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือประโยชน์น้อย ก็จะด้อยคุณค่า อาทิ เอาเพชรไปทิ้งโคลนตม หรือเอาหินอ่อนไปทำถนน เป็นต้น เหล่านี้ก็เพราะเราไม่รู้จักคุณค่าของวัตถุ คุณประโยชน์ที่แท้จริงของวัตถุ จะมีค่าต้องประกอบด้วยกาลเทศะ จึงเกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ มีเศรษฐีหลงทางในป่าหิวน้ำแทบขาดใจ แต่เราเอาทองไปให้ในกาลเทศะนั้น ทองคำก็ไม่มีค่าเท่าน้ำขันเดียว
ข้อ 2 การทำประโยชน์โดยไม่ให้เหลือเศษ คือ การทำไม่ให้เหลือเศษเป็นขบวนการที่สำคัญ และเป็นระบบงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารหรือการผลิตทุกขั้นตอน จะต้องดำเนินงานได้ด้วยความมีประสิทธิภาพมีคุณภาพ การใช้วัตถุสิ่งของจะต้อง นำมาพิจารณากระทำกันอย่างมีระบบและต่อเนื่อง ทั้งนี้ญี่ปุ่นใช้ขบวนการผลิตแบบ Toyota การผลิตโดยไม่เหลือเศษ หรือไคเซน (Kaizen) GC (Quiality Control) จนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทุกวันนี้
ข้อ 3 การทำสิ่งที่ใช้หมดแล้วให้กลับมีประโยชน์ขึ้นใหม่ คือ เราจะทำสิ่งใดจะต้องคำนึงถึงความสูญเสีย เพราะความสูญเสีย หมายถึง การเปล่าประโยชน์ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ เราจึงควรหันมาพิจารณาศึกษานำเอาสิ่งที่สูญเสียนั้นมาทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น การสูญเสียนั้นจึงจะเกิดประโยชน์และเพิ่มรายได้ บางครั้งสิ่งที่สูญเสียมีค่ามากกว่าวัตถุดิบเสียอีก ดังนั้นขบวนการผลิตที่สำคัญ คือ การใช้วัตถุดิบที่หมด ที่สูญเสียแล้ว ให้กลับ มีคุณค่าขึ้นใหม่ “หรือเรียกว่าการใช้สิ่งที่สูญเสียให้กลับเป็นประโยชน์ขึ้นใหม่”
การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในครั้งนั้น ได้สาระประโยชน์มาก ชี้ให้เห็นว่า “ทฤษฎีศูนย์” Zero Theory เน้นประสิทธิภาพการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ การระมัดระวังในการใช้จ่ายทรัพยากรธรรมชาติ และให้รู้จักนำเอาสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มร้อยมาใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุด มีวิทยาการ คนมีคุณภาพ บริการดีและเทคโนโลยีอันทันสมัย ดังนี้แล้วประเทศเราก็สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจกับนานาอารยประเทศได้ ยังผลให้ชาติมีพลังอำนาจและเศรษฐกิจดีในที่สุด







