
ร่วมกันแก้ทัวร์เบี้ยว
ปัญหาทัวร์ทิ้งหรือขายทัวร์ไม่เป็นไปตามโปรแกรม ซึ่งหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลกำลังจะเพิ่มหลักประกันกับบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2559 จากเดิมทัวร์เอาต์บาวด์ต้องวางเงินค้ำประกัน 2 แสนบาท คาดว่าของใหม่จะเพิ่มเป็น 5 แสนบาท เพราะเมื่อทัวร์ไปต่างประเทศไม่ทำตามโปรแกรม จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายให้ชดเชยเข้ามาสูงเป็นหลักหลายล้านบาท มากกว่าเงินค้ำประกันที่แต่ละบริษัททัวร์เอาต์บาวด์วางค้ำประกันไว้มาก และจำนวนเงินค้ำประกันตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้มากว่า 20 ปี ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวนปรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางการต่อรองเพื่อแก้ปัญหาทัวร์ทิ้งดังกล่าว อยากให้ผู้ประกอบการในฐานะที่ทำมาหากินเกี่ยวกับธุรกิจนี้ ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบความเดือดร้อนที่เกิดกับประชาชนที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งโดนเอาเปรียบไม่เป็นไปตามโปรแกรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจนี้ยังอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ทำให้คนที่ใช้บริการทัวร์เอาต์บาวด์เข็ดขยาดจากการโดนเอาเปรียบมากมาย เมื่อต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองขณะเดียวกันก็อยากจะให้หน่วยงานรัฐที่บริหารจัดการกองทุนเงินหลักประกันดังกล่าว ควรจะต้องปรับการใช้
ปัญหาทัวร์ทิ้งหรือขายทัวร์ไม่เป็นไปตามโปรแกรม ซึ่งหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลกำลังจะเพิ่มหลักประกันกับบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2559 จากเดิมทัวร์เอาต์บาวด์ต้องวางเงินค้ำประกัน 2 แสนบาท คาดว่าของใหม่จะเพิ่มเป็น 5 แสนบาท เพราะเมื่อทัวร์ไปต่างประเทศไม่ทำตามโปรแกรม จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายให้ชดเชยเข้ามาสูงเป็นหลักหลายล้านบาท มากกว่าเงินค้ำประกันที่แต่ละบริษัททัวร์เอาต์บาวด์วางค้ำประกันไว้มาก และจำนวนเงินค้ำประกันตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้มากว่า 20 ปี ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวนปรับเพิ่มขึ้น
ท่ามกลางการต่อรองเพื่อแก้ปัญหาทัวร์ทิ้งดังกล่าว อยากให้ผู้ประกอบการในฐานะที่ทำมาหากินเกี่ยวกับธุรกิจนี้ ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบความเดือดร้อนที่เกิดกับประชาชนที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งโดนเอาเปรียบไม่เป็นไปตามโปรแกรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจนี้ยังอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ทำให้คนที่ใช้บริการทัวร์เอาต์บาวด์เข็ดขยาดจากการโดนเอาเปรียบมากมาย เมื่อต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
ขณะเดียวกันก็อยากจะให้หน่วยงานรัฐที่บริหารจัดการกองทุนเงินหลักประกันดังกล่าว ควรจะต้องปรับการใช้เงินกองทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ให้มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อประโยชน์กับประชาชนที่โดนเอาเปรียบจากการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการทัวร์ที่จดทะเบียนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งฝ่ายผู้ประกอบการเองที่เป็นผู้ประกอบการที่ดีไม่เคยทิ้งทัวร์ให้ได้ประโยชน์จากเงินที่ไปวางค้ำเป็นหลักประกันไว้
ทั้งนี้ ตามที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 มาเป็น พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และจะมีการออกกฎหมายลูกประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ใน 120 วัน หรือประมาณ 4 เดือน โดย พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯ ฉบับใหม่ จะมีการเพิ่มเงินค้ำประกันทัวร์เอาต์บาวด์ จากเดิมที่ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 บริษัทนำเที่ยวพาคนไทยเที่ยวต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) ต้องวางหลักประกัน 2 แสนบาท บริษัทนำเที่ยวนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย (อินบาวด์) ต้องวางหลักประกัน 1 แสนบาท บริษัทนำเที่ยวในประเทศ วางหลักประกัน 5 หมื่นบาท และบริษัทนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ วางหลักประกัน 1 หมื่นบาท
การจะเพิ่มเงินหลักประกันทัวร์เอาต์บาวด์จาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท ดังกล่าว มาจากเหตุผลหลักเช่น การทิ้งทัวร์ แต่ครั้งนี้มีการเรียกร้องค่าเสียหายให้ชดเชยเข้ามาเฉลี่ยโปรแกรมละ 1-2 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเงินที่วางค้ำประกันไว้มาก และเงินวางค้ำประกันที่ใช้อยู่เป็นตัวเลขเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มเงินหลักประกันจึงฟังดูสมเหตุสมผล ใช้แก้ไขความเดือดร้อน เมื่อทัวร์เอาต์บาวด์ไม่ทำตามโปรแกรมสร้างความเสียหายก็ต้องนำเงินดังกล่าวไปชดเชย จากนั้นทัวร์เอาต์บาวด์รายนั้นต้องนำเงินมาวางค้ำประกันให้เต็มจำนวนเท่าเดิม หรือถ้าบริษัททัวร์
เลิกกิจการก็มารับเงินค้ำประกันไปได้พร้อมผลตอบแทน สิ่งนี้ก็สมเหตุสมผลและสุดท้ายเป็นผลดีกับวงการทัวร์ ซึ่งเรื่องนี้หากหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบหาทางช่วยบรรเทาให้การเพิ่มเงินหลักประกัน เช่น ทยอยจ่ายสำหรับรายเดิม หรือนำเงินประกันไปใช้ให้มีประสิทธิภาพเกิดดอกออกผล หากทุกฝ่ายช่วยกันสิ่งนี้ก็จะสร้างผลดี
ภาพรวมทั้งหมดของปัญหานี้ ถ้าต่างฝ่ายต่างต้องช่วยกันเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งก็จะมีทางออก







