
โอบามาจัด ยา บำบัดศก. ผิดโรค ?
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ประกาศจัด “ยา” อีกขนานเพื่อบำบัดอาการป่วยที่เรื้อรังของเศรษฐกิจสหรัฐ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ประกาศจัด “ยา” อีกขนานเพื่อบำบัดอาการป่วยที่เรื้อรังของเศรษฐกิจสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ประกาศจัด “ยา” อีกขนานเพื่อบำบัดอาการป่วยที่เรื้อรังของเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นมาตรการที่จะมุ่งแก้ไขตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐที่เฉียด 10% มายาวนานนับปี และกำลังเป็นปัจจัยฉุดทั้งคะแนนเสียงและภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ให้ย้ำอยู่กับที่ หรืออาจจะกำลังนับถอยหลังดิ่งลงเหวอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ตัวเลขล่าสุดในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็อยู่ที่ 9.6% แม้จะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดการณ์ แต่ก็กระเถิบจาก 10% มาเล็กน้อยเท่านั้น
โอกาสนี้โอบามาจึงจัดมาตรการมาช่วยสร้างงานด้วยการลงทุนปรับปรุงด้านสาธารณูปโภคด้วยงบ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท)
ต่อด้วยมาตรการงดเว้นภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านธุรกิจมูลค่าอีกกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ต่อด้วยการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนอย่างปลอดภาษี
แต่เดิมทีปัญหาที่มากระจุกอยู่ที่รัฐบาลสหรัฐส่วนหนึ่งคือ ตัวเลขงบประมาณของสหรัฐที่บานปลายใหญ่โต ซึ่งหลายคนวิตกถึงตัวเลขงบประมาณขาดดุลซึ่งแตะอยู่ที่ราว 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43.25 ล้านล้านบาท)
ดังนั้น การเพิ่มมาตรการดังกล่าวก็ยิ่งเป็นการพอกพูนรายจ่ายของรัฐเพิ่มมหาศาลยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐาน
มาตรการนี้จึงยิ่งทำให้แนวทางเศรษฐกิจของสหรัฐส่อเค้าย่ำตามรอยทางในช่วงทศวรรษที่สาบสูญ (Lost Decade) ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นช่วงปี 1990 เข้าไปทุกที
นั่นเพราะรัฐบาลสหรัฐยังแต่จะดื้อแพ่งแบกอุ้มตัวเลขหนี้ของตัวเองให้ค้างเติ่งอยู่นาน จนเศรษฐกิจของประเทศเปราะบางและฝืดเคือง
ซ้ำร้ายไม่ใช่กระทบเพียงสหรัฐ เพราะถ้าสหรัฐย่างก้าวสู่ภาวะแห่งทศวรรษที่สาบสูญเข้าจริงๆ แล้ว ประเทศทางฝั่งเอเชียที่พึ่งพิงการส่งออกก็เตรียมจอดไม่ต้องแจว
ทั้งนี้ อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ามองว่า มาตรการที่ออกมานั้น “ช้าเกินไป” หรือไม่ ในเมื่อเวลานี้เศรษฐกิจของสหรัฐได้อยู่ในระยะ “ล้มป่วย” ไปแล้ว
หรือนัยหนึ่งก็ดูเป็นเรื่องบังเอิญที่มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจถึงเวลาต้องการบำบัดรักษา และยารักษาอาการป่วยก็ผุดขึ้นมาในเวลาที่คะแนนเสียงของพรรคเดโมแครต ที่มีผู้นำสหรัฐกุมบังเหียนอยู่นั้นกำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงจากการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงเดือน พ.ย.นี้
เลกซ์แมน อซูตัน กรรมการผู้จัดการของสถาบันอิโคโนมิก ไซเคิล รีเสิร์ช ก็เชื่อว่ามาตรการที่ออกมาช้าเกินไป เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงชะลอตัวแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะขยับก้าวทำมาตรการอะไร ก็ล้วนมีความเสี่ยงต่อวิกฤตภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ถ้ามองลึกลงไปในแต่ละมาตรการที่โอบามาเลือกมาใช้นั้น อาจจะไม่ใช่ “ยา” ที่รักษาตรงจุด และสามารถหายชะงักแบบทันท่วงที
การให้ภาคธุรกิจขยายการลงทุนได้โดยไม่ต้องเสียภาษีจนถึงในช่วงปี 2554 นั่นอาจจะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ กล้าที่จะใช้เงินมากขึ้น ซื้ออุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือจากต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเงินทุนและสินทรัพย์มากขึ้น และสิ่งที่ตามมาก็คือปรับปรุงหรือเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่
แต่ทว่านั่นอาจจะแทบไม่ได้กระทบ หรือเสริมการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์หินที่รอการเปลี่ยนแปลง
หรือถ้าจะโยงหนุนให้อัตราการจ้างงานมีความคืบหน้าก็อาจจะไม่ใช่ในเร็ววันนี้ คำถามที่ทิ้งไว้ก็คือ
ชาวสหรัฐยังรอไหวหรือ และเศรษฐกิจสหรัฐยังซื้อเวลาได้นานขนาดนั้นจริงหรือ โดยที่วิกฤตระลอกสองจะไม่วิ่งนำทำลายเศรษฐกิจทั้งประเทศให้ทลายลงมาเสียก่อน
แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์การลงทุนหลายรายต่างเห็นว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการลงทุนของบริษัทต่างๆ และจะเป็นผลในช่วงสั้นๆ เท่านั้น
“เรามีการใช้จ่ายในภาคธุรกิจที่ขยับตัวเร็วที่สุดในช่วง 30 ปี โดยไม่จำเป็นต้องที่หนุนด้วยมาตรการทางภาษี” เดวิด โรเซนเบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุน
มาร์ค แซนดี นักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่สภาสหรัฐทำได้และช่วยหลบเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจระลอกสอง คือการที่รัฐบาลโอบามาต้องขยายมาตรการหักลดภาษีสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี
แต่รัฐบาลโอบามาก็มีท่าทีคัดค้าน นั่นเพราะเชื่อว่ารัฐบาลก็ยังไม่มีเงินมากเพียงพอขนาดนั้น
วินาทีนี้เห็นชัดเจนว่า ไม่ว่าสหรัฐจะจ่าย “ยา” อะไรมารักษา “โรคเศรษฐกิจเฉื่อย” ก็ล้วนอยู่ในภาวะเสี่ยงทั้งนั้น เพราะขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปสู่โรคร้ายเต็มๆ และน่ากลัวที่โรคนี้กำลังออกอาการดื้อยา ซึ่งได้แต่หวังว่าสหรัฐจะถึงไม่ถึงกับต้องเป็นอัมพาตทางเศรษฐกิจ
นั่นเพราะถ้าสหรัฐเอื่อย ส่งออกไทยและเอเชียก็ได้เฉื่อยกันถ้วนหน้าไม่มากก็น้อย







