posttoday
UNICEF : For Every Child

UNICEF : For Every Child

18 เมษายน 2560

โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท แสนสิริขออนุญาตเอาประโยคที่ถูกวางอยู่ข้างใต้โลโก้ของ unicef มาเป็นตัวเรื่องของบทความในครั้งนี้นะครับ เพราะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนในตัวมากที่สุดและผมไม่รู้ว่าจะเอาคำภาษาไทยอะไรมาใช้แทนวลีดังกล่าวในตอนแรกผมกะไว้ว่าจะเขียนบทความเรื่องนี้เพื่อลงในช่วงวันเด็กแห่งชาติ แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลาทำให้ผัดผ่อนมาเรื่อยๆ จนล่วงเลยมาจนถึง ณ ตอนนี้แล้ว กระทั่งไม่นานมานี้ก่อนจะถึงวาระที่ทางองค์กรซึ่งผมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารทำการลงนามต่อสัญญากับทาง unicef ในการให้เงินสนับสนุนเพื่อใช้สำหรับกองทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั่วโลก ผมได้รับเอกสารจากทีมงานที่ดูแลเรื่องของ CSR ทางบริษัทส่งมาให้ดูเป็นคล้ายๆ รายงานประจำปีของทาง unicef และมีโอกาสได้พลิกอ่านเลยหยิบคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพิมพ์ต้นฉบับนี้อีกครั้งเนื้อหารายงานดังกล่าวเป็นการแจกแจงตัวเลขของเงินบริจาคที่ทาง unicef ได้รับในปีที่แล้ว ประกอบกับกิจกรรมและสิ่งต่างๆ ที่ทาง unicef ได้ลงมือทำในการเอาเงินช่วยเหลือดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติสงคราม กลางเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย โภชนาการ การศึกษา ฯลฯ ร

โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท แสนสิริ

ขออนุญาตเอาประโยคที่ถูกวางอยู่ข้างใต้โลโก้ของ unicef มาเป็นตัวเรื่องของบทความในครั้งนี้นะครับ เพราะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนในตัวมากที่สุดและผมไม่รู้ว่าจะเอาคำภาษาไทยอะไรมาใช้แทนวลีดังกล่าว

ในตอนแรกผมกะไว้ว่าจะเขียนบทความเรื่องนี้เพื่อลงในช่วงวันเด็กแห่งชาติ แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลาทำให้ผัดผ่อนมาเรื่อยๆ จนล่วงเลยมาจนถึง ณ ตอนนี้แล้ว กระทั่งไม่นานมานี้ก่อนจะถึงวาระที่ทางองค์กรซึ่งผมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารทำการลงนามต่อสัญญากับทาง unicef ในการให้เงินสนับสนุนเพื่อใช้สำหรับกองทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั่วโลก ผมได้รับเอกสารจากทีมงานที่ดูแลเรื่องของ CSR ทางบริษัทส่งมาให้ดูเป็นคล้ายๆ รายงานประจำปีของทาง unicef และมีโอกาสได้พลิกอ่านเลยหยิบคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพิมพ์ต้นฉบับนี้อีกครั้ง

เนื้อหารายงานดังกล่าวเป็นการแจกแจงตัวเลขของเงินบริจาคที่ทาง unicef ได้รับในปีที่แล้ว ประกอบกับกิจกรรมและสิ่งต่างๆ ที่ทาง unicef ได้ลงมือทำในการเอาเงินช่วยเหลือดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติสงคราม กลางเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย โภชนาการ การศึกษา ฯลฯ รวมถึงแผนงานของทางองค์กรในปีนี้ว่าต้องการเงินช่วยเหลือประมาณเท่าไหร่และจะถูกนำไปใช้ในแต่ละกิจกรรมและจัดการผลกระทบอะไรบ้างอย่างละเอียด

ดูจากตัวเลขและสถิติแล้วก็น่าตกใจนะครับ เพราะจากรายงานดังกล่าวเขาบอกไว้ว่าในปีที่แล้วกว่า 535 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเด็กทั่วโลกกำลังอาศัยอยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็น ซูดาน ซีเรีย เยเมน หรือพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างทวีปแอฟริกาทางตอนใต้ที่ได้รับผลกระทบภัยแล้งอย่างหนัก หรือเฮติที่โดนพายุถล่มเสียหายอย่างหนัก ซึ่งพื้นที่เหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและอนาคตของเด็กและเยาวชนในสเกลที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

บรรดาเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้มีความเสียเปรียบอยู่แล้วจากสภาพความเป็นอยู่ที่ยากไร้ ไม่ได้รับสารอาหารอย่างที่ควร พลาดการศึกษาพื้นฐานและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้แรงงาน ยิ่งเกิดปัญหาสงครามและภัยธรรมชาติไปซ้ำเติมยิ่งน่ากังวลและอาจทำให้การพัฒนาทางสังคมที่ไปได้ช้าอยู่แล้วยิ่งถอยหลังไปกันใหญ่

ถ้าดูจากตัวรายงานและบทนำแล้วจะเห็นได้ว่า ความท้าทายอันใหญ่หลวงสำหรับองค์กรอย่าง unicef น่าจะเป็นประเด็นที่ว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างไรที่สามารถบรรเทาปัญหาในระยะสั้นไปพร้อมๆ กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้สภาพสังคมกลับอยู่สภาพปกติได้ดีที่สุด จากที่ผมเคยร่วมงานและได้เรียนรู้จากทาง unicef จะทราบดีว่าจะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นั่นหมายถึงงานที่จะต้องมองทั้ง 2 ด้านไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่จะทำให้ unicef ประสบความสำเร็จในการจัดการปัญหานอกเหนือไปจากการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปแบบ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ unicef อย่างทุ่มเทแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ในรายงานบอกว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญก็คือความช่วยเหลือด้านการเงินที่ได้รับมาจากการบริจาคเพื่อใช้ในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินนั่นเอง

ดูตัวเลขจากรายงานบอกว่า ต้นปีที่แล้ว unicef มีความจำเป็นต้องได้เงินบริจาคกว่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนกว่า 76 ล้านคนในกว่า 60 ประเทศ แต่ภายหลังเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวถูกประมาณการว่าต้องเพิ่มเป็นกว่า 3,200 ล้านเหรียญ สหรัฐเนื่องจากสภาพความขัดแย้งในอิรัก ซูดาน และเยเมนขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในซีเรียยังมีคนต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ปัญหาผู้ลี้ภัย ปัญหาภัยธรรมชาติในแอฟริกาตอนใต้ เกาหลี เอกวาดอร์ เฮติและหมู่เกาะแปซิฟิก จากรายงานเมื่อตอนต้นเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ตัวเลขยอดเงินบริจาครวมอยู่ที่แค่ 2,320 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งแจกแจงออกมาเป็นยอดบริจาคเดิมคงเหลือจากปี 2015 ประมาณ 617 ล้านเหรียญและยอดเงินที่ได้รับบริจาคใหม่ในปี 2016 ที่ประมาณ 1,710 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถ้าผมตีความหมายไม่ผิด นั่นแสดงว่าเงินบริจาคที่ unicef ได้รับไม่น่าจะเพียงพอต่อการนำมาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นที่เหล่านั้นทั้งหมดอย่างที่ตั้งใจและความจริงก็เป็นเช่นนั้นครับโดยรายงานบอกว่าในพื้นที่วิกฤต 5 แห่งใหญ่ (เอธิโอเปีย อิรัก ซูดาน ซีเรียและประเทศเพื่อนบ้าน และเยเมน) ได้รับเงินสนับสนุนเพียงแค่ร้อยละ 68 จากที่ตั้งเป้าเอาไว้ วิกฤตในคองโกและพื้นที่รอยต่อบริเวณทะเลสาบ Chad ได้รับเงินสนับสนุนร้อยละ 40 และกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ที่ได้รับผลกระทบภัยแล้งได้รับเงินสนับสนุนเพียงแค่ร้อยละ 45 เท่านั้น หรืออย่างปัญหาผู้ลี้ภัยและพลัดถิ่นในยุโรปได้รับเงินสนับสนุนเพียงแค่ร้อยละ 38 เท่านั้นเอง

จากเงินบริจาค 1,710 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 จนถึงวันที่ 10 ธ.ค. จะเห็นได้ว่ามาจากภาครัฐสูงถึงร้อยละ 93 เลยทีเดียวโดยเป็นภาคเอกชนเพียงแค่ร้อยละ 7 เท่านั้น ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดน่าจะเป็นสัดส่วนที่ลดลงจากยอดบริจาคปี 2015 เยอะอยู่เหมือนกัน ซึ่งในฐานะหนึ่งในภาคเอกชนก็รู้สึกผิดหวังเหมือนกันครับตัวเลขที่เห็นเพราะคิดว่าภาคเอกชนเองก็เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไม่แพ้ภาครัฐและน่าจะให้การสนับสนุนได้มากกว่านี้ สิ่งที่เราในฐานะหนึ่งองค์กรเล็กๆ ทำได้ก็คือการให้การสนับสนุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและก็หวังว่าเอกชนรายอื่นจะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น

มองไปข้างหน้าสำหรับปี 2017 นี้ ความท้าทายเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว ยอดเงินบริจาคที่ unicef ต้องการนำไปใช้บริหารการจัดการวิกฤตต่างๆ อยู่ที่ประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับตัวเลขความต้องการของปีที่แล้ว โดยคาดว่าจะนำไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหากว่า 81 ล้านคน ในที่นี้เป็นเด็กและเยาวชนถึงกว่า 48 ล้านคนเลยทีเดียว

ในขณะที่พวกเรานั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เย็นสบาย ลองนึกถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้ครับที่ลงพื้นที่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงภัยเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วโลก ซึ่งความลำบากและความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญเพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่นั้นๆ ได้รับการดูแลที่เหมาะสม โภชนาการที่มีประโยชน์

การศึกษาพื้นฐาน ฯลฯ ไม่ว่าพื้นที่วิกฤตดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในข่าวโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ หรือจะซ่อนตัวอยู่ในมุมไหนของโลกก็แล้วแต่ นั่นคือประสบการณ์จริงที่ผมเคยได้ไปเห็นมาแล้วกับตา ทำให้ผมศรัทธาแนวทางและการทำงานของ unicef เป็นอย่างมาก ดังนั้นอยากขอเชิญชวนนะครับ

ผู้อ่านคอลัมน์นี้สละเวลาสักนิดแล้วเข้าไปทำความเข้าใจกับพันธกิจและภารกิจขององค์กรนี้สักหน่อย เพื่อที่จะได้ช่วยกันคิดครับว่าเราในฐานะประชากรคนหนึ่งของโลกจะสามารถช่วยเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของพวกเราทุกคนได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท