
OBOR ของจีน มองในเชิงยุทธศาสตร์
หมู่นี้หลายวงมาชวนให้คิดว่าไทยเราจะสนองตอบมหายุทธศาสตร์ของจีนที่เรียก One Belt One Road (OBOR)
โดย...เอนก เหล่าธรรมทัศน์
หมู่นี้หลายวงมาชวนให้คิดว่าไทยเราจะสนองตอบมหายุทธศาสตร์ของจีนที่เรียก One Belt One Road (OBOR) หรือ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งในสายตาผมคือ ยุทธศาสตร์จีนในการสร้าง “เส้นทางสายไหม” ทางบกและทางทะเลขึ้นมาใหม่อย่างไรดี
One Belt One Road หรือที่เรียกย่อว่า OBOR คือยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีนในการเชื่อมโยงทางคมนาคมขนส่ง และร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ การค้า และลงทุน ตลอดจนผูกความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและทางสังคมเข้ากับเอเชียกลาง ยุโรป และแอฟริกา ทั้งทางบกและทางทะเลขึ้นมาใหม่
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง นี่คือการฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีตทั้งทางภาคพื้นทวีป (บก) เป็นส่วน One Belt และทางมหาสมุทร (น้ำ) One Road ขึ้นมาใหม่ให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ของโลกคึกคักหนัก
แน่น ในทางภาคพื้นทวีปเส้นทางสายไหม “ใหม่” หมายถึงการคมนาคมขนส่งและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่จะเชื่อมจีนเข้ากับเอเชียกลาง คอเคซัส รัสเซีย ยุโรปตะวันออก ยุโรปกลาง และยุโรปตะวันตก
ส่วนเส้นทางสายไหมใหม่ทางทะเลก็จะสร้างโดยอิงตามเส้นทางเรือที่ครั้งหนึ่งเชื่อมจีนเข้ากับเกาหลี ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา ไทย เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และตะวันออกกลาง เข้าไปในทะเลแดง และจบลงที่ตุรกีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งไปต่อในมหาสมุทรอินเดียไปเรื่อยๆ จนถึงชายทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา
เส้นทางสายไหมใหม่ทั้งทางบกและทะเลที่จีนจะชวนประเทศต่างๆ สร้างขึ้นนี้จะเชื่อมโยงจีนเข้ากับเอเชียทั้งทวีป รวมทั้งผนวกเข้ากับยุโรปและแอฟริกาได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจจะทิ้งอเมริกาให้โดดเดี่ยวจมอยู่ในที่ตั้ง พร้อมๆ กับโน้มน้าวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้ยิ่งต้องเข้าใกล้เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยิ่งขึ้น
หากสร้างได้สำเร็จ นอกจากเศรษฐกิจจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่ หากยังบวกกับความเข้มแข็งทางทหารที่มากขึ้นได้ด้วย จีนจะผงาดเป็นมหาอำนาจโลกทางบกได้ เพราะคุม “ยูเรเชีย” (คือยุโรปกับเอเชีย) ได้ พร้อมๆ กับที่โผขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกทางทะเลได้เช่นกัน เพราะกุมมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกและมหาสมุทรอินเดียได้
ด้วยนัยทางยุทธศาสตร์ต่อโลกที่มากพ้นไปกว่าการเชื่อมมิตรสัมพันธ์และร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เรียกว่า “มหายุทธศาสตร์” One Belt One Road นี้ ย่อมกระทบกระแทกบรรดามหาอำนาจอื่นๆ ของโลกอย่างแน่นอน
มหาอำนาจที่น่าจะไม่ไว้วางใจ OBOR ที่สุด เฝ้าระวังที่สุด เห็นจะเป็นอเมริกา ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้นคงไม่มีอะไรขัดแย้งกับยุทธศาสตร์นี้ น่าจะหวังผลจากการเติบโตยิ่งขึ้นอีกของเอเชียอยู่แล้ว
ยุโรปอาจไม่สนิทใจนักกับอนาคตที่จีนอาจจะคุมยูเรเชียได้มากขึ้น แต่ก็หวังเอาการเติบโตครั้งใหญ่ของเอเชียมาฉุดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างหยุดนิ่งมานาน ไม่มีหนทางแก้ไขง่ายๆ ให้เดินหน้าต่อไป ส่วนรัสเซียที่จริงก็หวั่นว่าจีนจะขึ้นมาคุมยูเรเชียไม่น้อย
แต่ก็ด้วยเหตุว่าในรอบหลายปีมานี้ ถูกอเมริกาและยุโรปกดดันมากในไครเมีย ยูเครน รวมทั้งสหภาพยุโรปหรืออียู ยังขยายตัวไม่หยุดยั้ง แม้แต่เบลารุสและยูเครนซึ่งประชิดติดตนอยู่ ทำให้มหาอำนาจนิวเคลียร์โลกชาตินี้ต้องหันมาเป็นมิตรกับจีนมากขึ้น เป็นการถ่วงดุลอำนาจไว้และก็หวังด้วยว่าทางหลวงและรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมร้อยจีนและเอเชียกลาง-ยุโรป จะร่วมกันดึงรัสเซียให้ออกจากวงล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปพอสมควร
มีอีกสองชาติอำนาจที่ไม่สู้จะสบายใจกับอำนาจบารมีทางการเมืองของจีนที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากมายอันเนื่องมาจากยุทธศาสตร์ OBOR นั่นคือ เวียดนามและญี่ปุ่น ทั้งสองชาตินี้ล้วนขัดแย้งกับจีน เคยปะทะ หรือหวุดหวิดจะปะทะกับจีนในทะเลจีนตะวันออกและจีนใต้มาแล้ว เวียดนามนั้นกระเหี้ยนกระหือจะเผชิญหน้ากับจีนมากกว่าญี่ปุ่นเสียอีก แต่ประเทศที่มีประชากรเกือบ 100 ล้านคนนี้ก็เล็กเกินไปที่จะขัดขวาง OBOR และถึงอย่างไรก็ตัดขาดจากจีนในทางเศรษฐกิจไม่ได้
ญี่ปุ่นเป็นชาติอำนาจใกล้จีนมาก มีประชากร 120 ล้านคน มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ขัดแย้งกับจีนในทะเลอย่างหนัก จนต้องเคลื่อนเข้าใกล้ชิดสหรัฐจนเกินงามในสายตาของจีน ญี่ปุ่นมีผลประโยชน์และอนาคตในเอเชียอาคเนย์และในจีนกับในเกาหลีใต้มาก แต่หากสหรัฐไม่ออกหน้า ญี่ปุ่นคงไม่กล้าออกมาค้านมหายุทธศาสตร์ OBOR แต่จะเฝ้าดูจีนอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่สำคัญต่อ OBOR มากกว่ารัสเซีย มากกว่ายุโรป และญี่ปุ่นแน่นอนครับ คืออเมริกา เวลานี้นอกจากเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังกุมทะเลมหาสมุทรได้เกือบทั้งโลก แม้ว่าจะคุมยูเรเชียในทางบกไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโดยภาพรวมแล้วสหรัฐคือผู้ครองโลกอยู่ และด้วยเหตุนี้จึงดูอ่อนไหวมากต่อยุทธศาสตร์สอง “เจ้าของ” ของจีน หนึ่ง เป็นเจ้าของใหญ่ของดินแดนยูเรเชีย และสอง แย่งหรือแบ่งความเป็นเจ้าของมหาสมุทรมาจากอเมริกาบ้าง
กลับมาที่ไทยเรา แน่นอนว่าเราคงจะปฏิเสธจีนและ OBOR ไม่ได้ ความที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด มีความสัมพันธ์กันย้อนไปเป็นหลายร้อยหรือเป็นพันปี ปัจจุบันจีนยังเป็นคู่ค้าหมายเลขหนึ่งของไทย และส่งนักท่องเที่ยวให้ไทยมากเป็นอันดับ 1 ของโลกทีเดียว และความสัมพันธ์จีน-ไทยก็จัดว่าใกล้ชิดและราบรื่นยิ่ง
กระนั้นก็ตาม จะทำอะไรอย่างไรกับ OBOR ของจีน คงต้องระมัดระวังอารมณ์ความรู้สึกของมหาอำนาจอื่นๆ ด้วย
แม้ว่าความสัมพันธ์จีน-ไทยนั้นดีมาก ใกล้ชิดและราบรื่นมาก และจีนเองก็ถือว่าความสัมพันธ์กับเรานั้นอยู่ในแถวแรกสุด เทียบกับความสัมพันธ์ที่จีนมีต่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แต่อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ของเรากับสหรัฐก็ดีมาก ถึงแม้ว่าระยะหลังจะตึงเครียดบ้าง แต่โดยรวมก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่เรามีกับจีนนัก เราเป็น non-NATO major ally ของสหรัฐด้วย
ขณะเดียวกัน เราจะทิ้งจะห่างจะไกลอาเซียนก็ไม่ได้ เพราะพิสูจน์มาแล้วว่าอาเซียนนั้นเพิ่มพลังให้กับเรามากในการอยู่ร่วมกับมหาอำนาจทั้งหลาย รวมทั้งกับยุโรป อินเดีย และญี่ปุ่น
ในโลกยุคปัจจุบันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และจีนกำลังมุ่งทำ OBOR สหรัฐลดความสนใจเอเชียลง ลดความผูกพันกับการอยู่ร่วมกันในกระบวนการโลกาภิวัตน์ ทรัมป์หันมาแก้ปัญหาของอเมริกาเองก่อนอื่น เป็นชาตินิยมมากขึ้น มีเค้าจะทำสงครามการค้ากับจีนและเอเชียมากขึ้น
แนวโน้มการประชันขันแข่งระหว่างจีนกับอเมริกาแม้จะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนทิศไปบ้าง แต่โดยรวมเชื่อว่าความขัดแย้งสองมหาอำนาจน่าจะทบทวีขึ้น เช่นนี้เราไม่ควรเข้าข้างใครมากนัก ไม่ใช่กงการอะไรของไทยว่าระหว่างจีนกับอเมริกานั้นใครจะแพ้ใครจะชนะ ใครจะเป็นเจ้าโลกหลังจากมี OBOR ออกมาแล้ว
ขณะเดียวกัน เราควรจะต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นให้ดีด้วยความอบอุ่นเป็นพิเศษต่อไปให้สมกับที่เรานั้นไม่เคยรบหรือแทบไม่ขัดแย้งกันมาเลย
ต่างจากหลายชาติมากในเอเชีย ในช่วงสงครามโลก และการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยก็ยังคงสูงเป็นอันดับ 1 ความสัมพันธ์กับยุโรปก็ต้องรักษาให้ดีต่อไป แม้จะไม่สำคัญต่อไทยเท่าอเมริกา จีน และญี่ปุ่น แต่ก็ถือว่าสำคัญทีเดียว
นอกจากต้องเข้าร่วม OBOR แต่ต้องดำเนินยุทธศาสตร์รักษาพหุมิตรและอยู่ให้ดีกับพหุอำนาจต่อไป ยังควรพยายามใช้อาเซียนและเออีซีในการเจรจาต่อรองกับจีนในการทำ OBOR ให้ได้ด้วย ย่อมดีกว่าการทำงานกับจีนโดยไม่ใช้พลังร่วมของอาเซียนมาเพิ่มน้ำหนักให้เราเลย
หมายเหตุ : บทความนี้ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เขียนในเฟซบุ๊ก AnekLaothamatas ทางโพสต์ทูเดย์ได้คัดย่อและนำเสนอผ่านคอลัมน์มองโลกเป็นเห็นโลกต่าง







