
กาแฟดีหรือชั่ว ชัวร์หรือมั่ว (1)
เรื่องประโยชน์และโทษของกาแฟนี่ มีการเถียงกันมายาวนานไม่จบไม่สิ้นนะครับ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ เอพี
เรื่องประโยชน์และโทษของกาแฟนี่ มีการเถียงกันมายาวนานไม่จบไม่สิ้นนะครับ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าตกลงแล้วกาแฟเป็นของดีหรือของร้ายกันแน่ ผมก็เลยลองไปหาข้อมูลในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มาดูว่ามีการพูดถึงกาแฟไว้ทั้งดีและไม่ดี มีการทดสอบทดลองอย่างไร และพวกเขาได้ข้อสรุปไว้อย่างไร
จริงๆ ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันมาหลายร้อยปีนะครับ เพราะว่าคนนิยมดื่มกันมาก แต่ผลออกมาไม่ชัดเหมือนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไวน์หรือวิสกี้ อันนั้นเห็นผลทางกายภาพได้ชัดเจน แต่กาแฟเนื่องจากว่าไม่ได้มีปฏิกิริยาเด่นชัด คนจึงตั้งข้อสงสัยต่างๆ นานา
ในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกกัน มีการอ้างว่ากาแฟเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายหลายอย่าง เช่น ไปยับยั้งการเจริญเติบโตในเด็ก ทำให้ตาบอด เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เกิดโรคหัวใจวาย และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ
ขณะเดียวกันก็มีการพูดถึงข้อดีของกาแฟไว้ บางอย่างก็ดูย้อนแย้งกันไปมา เช่น เชื่อกันว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มอายุวัฒนะ ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งบางชนิด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ป้องกันการเกิดโรคหัวใจวาย ช่วยลดความเครียด และช่วยเพิ่มความสามารถของการทำงานของตับ
แล้วอย่างนี้หากว่าเราดื่มกาแฟอยู่ เราควรหยุดดื่มดีไหม หรือว่าสำหรับคนที่ไม่ดื่มกาฟเลยแต่อยากหันมาดื่มเพื่อสุขภาพ เราจะเริ่มดื่มบ้างดีไหม อันนี้ผมก็ไม่สามารถตอบได้ แต่ที่บอกได้ก็คือมีรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงข้อดีและข้อไม่ดีของกาแฟอยู่ ซึ่งผมกำลังจะเล่าให้ฟัง
แต่ส่วนที่ว่าคุณจะดื่มไม่ดื่ม จะมองกาแฟเป็นของดีหรือไม่ดี อันนี้เราไม่ตัดสินนะครับ ให้เป็นเรื่องของคุณเอง
ในตอนแรก เรามาเริ่มที่ข้อดีกันก่อน
ข้อดีของกาแฟ มีการตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับกาแฟไว้ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อปี 2015 โดยบทความจั่วหัวไว้เสียน่าอ่านว่า กาแฟนั้น “ลดความเสี่ยงการเสียชีวิต” มีการอ้างถึงการศึกษาที่ตีพิมพ์ไว้ในวารสารชื่อ “Circulation” ของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษา เก็บข้อมูลจากหมอกว่า 2 แสนคน และพยาบาลทั่วสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่า 30 ปี เพื่อหาความเชื่อมโยงของกาแฟและการเกิดโรคหัวใจ มีการตั้งตัวแปรตามตัวแปรควบคุมต่างๆ และกลุ่มทดสอบทั้งกลุ่มที่ดูแลสุขภาพและกลุ่มที่ไม่ดูแลสุขภาพ พบว่าคนที่ดื่มกาแฟทั้งแบบที่มีกาเฟอีนแและกาแฟแบบดีแคฟระหว่าง 1-5 แก้ว/วัน มีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ แต่นี่เป็นการเก็บจากข้อมูลนะครับ ยังไม่ได้มีการศึกษาความสามารถทางยาแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องของกาแฟกับมะเร็ง ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดนะครับว่ากาแฟช่วยป้องกันมะเร็ง หรือมีข้อมูลมากพอว่าเหมือนกับที่หมอโรคหัวใจเขาทำกัน แต่ก็ไม่มีรายงานชิ้นไหนที่บ่งชี้ว่าการดื่มกาแฟนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง
มีรายงานที่เปิดเผยออกมาในช่วงกลางปี 2016 โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รวบรวมรายงานวิจัยที่ทำร่วมกับนักวิทยาศาสตร์กว่า 23 คนทั่วโลก ที่ทำการศึกษาร่วมกันที่ International Agency for Research on Cancer (IARC) ที่เมืองลีออง ประเทศฝรั่งเศส ที่ทำการศึกษาการดื่มเครื่องดื่มร้อนหลากหลายประเภทว่ามีผลเกี่ยวเนื่องกับการเกิดมะเร็งหรือไม่ รวมถึงกาแฟ ซึ่งภายหลังจากการทดสอบก็มีการเผยแพร่ออกมาว่ากาแฟนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสำคัญๆ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งที่เหลืออีก 20 ชนิด ที่ทำการทดสอบคราวนี้ก็มีหลักฐานน้อยเกินไปที่จะบอกว่ากาแฟมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดหรือการป้องกันมะเร็งเหล่านี้ แต่มีหลักฐานพอที่จะเป็นไปได้ว่ากาแฟนั้น “อาจ” สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในเรื่องนี้เช่นกัน นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษากันต่อไป
ส่วนโรคอื่นๆ เช่น กาแฟกับโรคตับแข็ง โรคซึมเศร้าและพาร์กินสัน ก็เริ่มมีงานวิจัยออกมาว่ากาแฟมีส่วนช่วยอยู่บ้าง จากรายงานของรอยเตอร์สเมื่อต้นปีของ ดร.โอลิเวอร์ เคเนดี แห่งมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ทำการศึกษาโดยการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างกว่า 4.3 แสนคน พบว่าคนที่ดื่มกาแฟจำนวนมากกว่า 2 แก้ว/วัน มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคตับแข็งราว 44% ซึ่งก็ถือว่ามากอยู่ ผมไม่ได้อ่านรายงานฉบับเต็มว่าเงื่อนไขของการดื่มกาแฟของคนเหล่านี้ เขาดื่มกันอย่างไร เช่นว่าเริ่มดื่มกาแฟตอนอายุเท่าไหร่ หรือพวกเขาดื่มกาแฟคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไว้จะหาข้อมูลมาเล่าเพิ่มเติมต่อ
เรื่องของภาวะซึมเศร้ากับการดื่มกาแฟ ก็มีการศึกษาจาก Harvard School of Public Health พบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ดื่มกาแฟ 4 แก้ว/วัน (หรือมากกว่า) มีความเสี่ยงต่ำกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟเพียงถ้วยเดียวหรือน้อยกว่านั้นต่อสัปดาห์ แต่การศึกษานี้ก็เหมือนกับการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับกาแฟว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงเหตุและผล ผู้ทำการวิจัยบอกแต่เพียงว่าพบความเชื่อมโยงบางประการกับผู้ที่ดื่มกาแฟเท่านั้น ซึ่งก็ต้องศึกษากันต่อไป
ฟังดูแล้วมีเรื่องดีมากมายของกาแฟ แต่สัปดาห์หน้าผมจะมาเล่าผลเสียของการดื่มกาแฟกันบ้างว่าจากงานวิจัยเขาค้นพบอะไรกันบ้าง &O5532;
อ้างอิง : รายงานจากสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา http://circ.ahajournals.org/content/early/2015/11/10/CIRCULATIONAHA.115.017341
รายงานจาก IARC http://www.thelancet.com/journals/lanonc/article/PIIS1470-2045%2816%2930239-X/abstract
รายงานจากรอยเตอร์ส http://www.reuters.com/article/us-health-coffee-liver-cirrhosis-idUSKCN0VR2JN







