
มนุษย์เทวดา
ผมได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งชื่อว่า “มนุษย์ฉลาด” (คำแปลของผมเอง จากหนังสือภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า
โดย...โคทม อารียา
ผมได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งชื่อว่า “มนุษย์ฉลาด” (คำแปลของผมเอง จากหนังสือภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า Sapiens : A brief history of humankind) เขียนโดย Yuval Noah Harari อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลม
เว็บไซต์วิกิพีเดีย https://en.wikipedia.org/wiki/Sapiens:_A_Brief_History_of_Humankind สรุปเรื่อง “มนุษย์ฉลาด” ดังนี้ ประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็น 4 ช่วง คือ การปฏิวัติการเรียนรู้ การปฏิวัติเกษตรกรรม การรวมกันของมนุษยชาติ และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ฮาราริ อ้างเหตุผลว่า “มนุษย์ฉลาด” ครอบงำโลกนี้ได้เพราะมีความสามารถที่จะร่วมมือกันเป็นจำนวนมากอย่างคล่องตัว ด้วยความสามารถนี้มนุษย์ฉลาดจึงทำให้มนุษย์สายพันธุ์อื่นๆ เช่น มนุษย์ Neanderthals ซึ่งร่างกายและสมองใหญ่กว่าสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้มนุษย์ได้ทำให้สัตว์จำนวนมากสูญพันธุ์ไป และปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อสัตว์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เราเลี้ยงสัตว์แบบจองจำในเล้า-ในคอกเพื่อนำมาเป็นอาหาร
มนุษย์ฉลาดสามารถร่วมมือกันได้เพราะเชื่อในหลายสิ่งที่มีอยู่ก็แต่ในจินตนาการของตน เช่น เรื่องพระเจ้า ชนชาติ เงินตรา และสิทธิมนุษยชน ฮาราริ อ้างว่าระบบความร่วมมือขนานใหญ่ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา โครงสร้างทางการเมือง เครือข่ายการค้า และสถาบันทางกฎหมาย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานจากเรื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นทั้งสิ้น เรามักเข้าใจว่าความเป็นจริงมีสองแบบ คือ แบบภววิสัย แต่ฮาราริเสนอว่า “ความเป็นจริง” ที่ทรงพลังเป็นแบบ “ระหว่างอัตวิสัย” ซึ่งไม่ทราบว่าจะเรียกเป็นสมมติสัจจะได้หรือไม่ เช่น ระบบเงินตราที่เป็นเรื่องของความไว้วางใจ เราจับกระดาษที่เป็นธนบัตร แล้วไว้วางใจว่าจะเอามันไปแลกเป็นวัตถุ-สินค้าได้ ตอนนี้เราไว้วางใจแม้กระทั่งตัวเลขในคอมพิวเตอร์ว่าหมายถึงเงินที่เรามีฝากไว้ในธนาคาร ถ้าทุกคนเลิกเชื่อถือ หรือรัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรใบละร้อยบาท ตัวเลขในธนาคารก็หมดความหมาย ธนบัตรที่ถูกยกเลิกก็กลับมาเป็นแผ่นกระดาษอย่างที่มันเป็น
ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มที่สองของเขาจบลงไป คราวนี้เขาตั้งชื่อหนังสือว่า “มนุษย์เทวดา” มีข้อสังเกตว่า ฮาราริอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แก่โกเอ็นก้า “ครูผู้สอนเรื่องที่สำคัญในชีวิตให้แก่ข้าพเจ้า” ผมได้ยินมาว่าเขาฝึกการเจริญสติในแบบอย่างของโกเอ็นก้ามานับสิบปี และดูเหมือนว่าเขาจะอธิบายเรื่องอนัตตาในทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง
ในหนังสือเล่มนี้ ฮาราริออกตัวว่าเขาไม่ได้ให้คำทำนายถึงอนาคต หากกล่าวถึงภาพอนาคตที่เป็นไปได้ภาพหนึ่งคือ เพื่อที่จะบอกว่าเราเรียนประวัติศาสตร์มิใช่เพื่อจะคาดเดาอนาคต หากเพียงเพื่อจะได้ระวังและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอดีต ฮาราริเสนอว่ามนุษย์ฉลาดกำลังพยายามเลื่อนขั้นตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้า หรือเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ (Superhuman) โดยผสมผสานมนุษย์ที่เป็นระบบชีววิทยากับอัลกอริทึมที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ถ้าทำไม่สำเร็จ มนุษย์ก็อาจสูญพันธุ์หรือไม่ก็ตกอยู่ในการครอบงำของปัญญาประดิษฐ์
มีคำศัพท์ที่เข้าใจยากคำหนึ่งซึ่งฮาราริใช้บ่อยมากในหนังสือของเขา นั่นคือคำว่าอัลกอริทึม คำอธิบายในวิกิพีเดีย https://en.wikipedia.org/wiki/Algorithm ก็เข้าใจยาก แทบจะบอกว่านิยามก็ยังถกเถียงกันไม่จบ เอาเป็นว่าขอใช้นิยามแบบง่ายๆ ไปก่อนคือ “อัลกอริทึมหมายถึงชุดของกฎเกณฑ์ที่กำหนดขั้นตอนของปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน” ในชั้นประถมเราเคยเรียนการบวกลบคูณหาร หรือการถอดกรณฑ์ที่สอง เช่น ครูจะบอกวิธีการหารสั้น-หารยาว หรือวิธีการหารากที่สองว่าทำอย่างไร นั่นแหละคือตัวอย่างง่ายของอัลกอริทึม ตัวอย่างยากก็มี เช่น การเขียน Flow Chart เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาราริอ้างว่านักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า อินทรียภาพของสิ่งมีชีวิตเป็นอัลกอริทึมแบบหนึ่ง ถ้าสมมติฐานนี้ผิด การให้เหตุผลของเขาก็เป็นอันพับไป
ฮาราริมองว่าในประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้ต่อสู้กับภัยพิบัติที่สำคัญ 3 ด้าน คือ โรคระบาด ความยากจน และสงคราม มาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ มนุษย์กำลังได้รับชัยชนะและมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะนำพาสายพันธุ์ของตนสู่ความเป็นพระเจ้า นั่นคือ พิชิตโรคสู่ความเป็นอมตะ พิชิตความยากจนสู่ความสุข และพิชิตสงครามสู่อำนาจอันไพศาล อันที่จริงนักปราชญ์บางคนได้ประกาศว่าพระเจ้าตายแล้วเป็นเวลาร่วม 2 ศตวรรษแล้ว วิทยาศาสตร์ก็มายืนยันเรื่องนี้ด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ รวมทั้งประกาศว่าวิญญาณอันเป็นอมตะนั้นเป็นเพียงจินตนาการ หามีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์ไม่ เรื่องที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามีอยู่แต่ยังต้องค้นคว้าวิจัยต่อไปคือเรื่องจิต เอาเป็นว่ามนุษย์มีลักษณะเชิงปัญญาและเชิงจิต
ถ้าพระเจ้าตายแล้ว แล้วศาสนาใหม่คืออะไร ฮาราริตอบว่าศาสนาใหม่คือมนุษยนิยมที่ถือมนุษย์เป็นหลักและเป็นเกณฑ์ในการวัดและตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ในโลกนี้ การทรมานสัตว์เลี้ยงเพื่อมาเป็นอาหารของมนุษย์ก็ถูกต้องแล้ว “ศาสนา” มนุษยนิยมแบ่งออกเป็น 3 นิกาย คือ นิกายเสรีนิยม นิกายสังคมนิยม และนิกายวิวัฒนาการนิยมแรกทีเดียว นิกายหลังนี้มาแรง เช่น มีคนที่เชื่อว่าเผ่าพันธุ์อารยันนั้นเหนือชั้นกว่า จึงควรทำให้เผ่าพันธุ์ที่ด้อยหรือที่เป็นอุปสรรคสูญสลายหรือสิ้นอำนาจไป นิกายวิวัฒนาการนิยมอาจไม่พ่ายแพ้สงคราม หากไม่ไปเปิดศึกกับอีกทั้งสองนิกายพร้อมๆ กัน เมื่อนิกายแรกพ่ายแพ้แล้ว สองนิกายหลังก็มาขับเคี่ยวกัน ตอนแรกๆ นิกายเสรีนิยมทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ หากกอบกู้ความด้อยกว่าในเชิงอาวุธคลาสสิกได้ก็โดยอาศัยการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการขู่ว่าจะทำสงครามแบบบ้าคลั่ง พอฝ่ายเสรีนิยมยันฝ่ายสังคมนิยมไว้ได้ ก็เรียนรู้วิธีการของสังคมนิยมแล้วนำมาแทรกในทุนนิยม เพราะ “พวกเขาก็อ่านหนังสือของมาร์กซ์เป็นเหมือนกัน” แต่หมัดเด็ดของทุนนิยมคือการกระจายศูนย์ของข้อมูลข่าวสาร ให้หน่วยย่อยทางเศรษฐกิจบริหารข่าวสารและแยกกันตัดสินใจว่าจะผลิตหรือจะบริโภคสินค้าใดให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ มิใช่การบริหารข่าวสารแบบรวมศูนย์อย่างเช่นระบอบโซเวียต สรุปก็คือ นิกายสังคมนิยมก็แพ้ที่ฝืนระบบตลาด แพ้ที่ขาดแคลนสินค้าบริโภคซึ่งผลิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาดนั่นเอง ก็ได้แต่ปลอบใจว่าบางส่วนของนิกายสังคมนิยมได้อวตารมาอยู่ในรัฐสวัสดิการและระบบที่รัฐเข้มแข็งแต่ยอมรับระบบตลาด
ส่วนฮาราริอ้างเหตุผลต่อไปว่า มนุษยนิยมทุกนิกายกำลังจะหมดสมัยไป เพราะอินทรียภาพคืออัลกอริทึมแบบหนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพและทางเทคโนโลยีสารสนเทศกำลังทำให้มนุษย์ตั้งคำถามว่า จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีทั้งสติปัญญาและจิตสำนึก ถ้าสติปัญญาอย่างเดียวก็พอ และปัญญามนุษย์ย่อมไม่อาจสู้ปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึมทางชีวภาพไม่อาจสู้อัลกอริทึมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราก็กำลังก้าวพ้นมนุษยนิยมสู่ศาสนาใหม่ที่เรียกว่า Dataism ซึ่งบูชาข้อมูลข่าวสารใช่หรือไม่







