posttoday
มองโอกาสมากกว่าปัญหา

มองโอกาสมากกว่าปัญหา

14 เมษายน 2560

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะมาคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดย...ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะมาคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกำลังจะเผชิญกับวิกฤต คือ สงครามโลกทางเศรษฐกิจ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะงงงวย ไม่รู้จะไปทางไหนดี ระหว่างไปหาจีนหรือกลับไปหาอเมริกา ถ้าไปหาจีนก็เช่น เข้าร่วมในความร่วมมือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership - ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง ASEAN +6 ชาติ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถ้าไปหาอเมริกาคือ เข้าร่วม TPP (Trans-Pacific Partnership) แม้อาเซียนเองก็หลงทาง เพราะอาเซียนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกกว้างเกินไป จากสิงคโปร์ถึงลาว ไทยเองก็อยู่ตรงกลาง และยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปอยู่ตรงไหนดี

ปัจจุบันเศรษฐกิจอเมริกากำลังแย่ เรื่องหนึ่งที่ทรัมป์หยิบขึ้นมาพูดคือ เรื่องการผลิตในประเทศ ที่ตกต่ำ ตอนนี้ถูกจีนตีเสมอแล้ว จีนกลายเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก และอีก 2 ปีก็จะถูกจีนแซงหน้าแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมาบริษัทอเมริกันย้ายฐานไปลงทุนนอกประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า ทำให้คนอเมริกันไม่มีงานทำ เกิดเขตโรงงานร้างในเขตตอนกลางประเทศของสหรัฐ นอกจากนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนชั้นล่าง-คนชั้นกลางระดับล่างในอเมริกายังย่ำแย่ยิ่งกว่าคนชั้นล่างของไทย มีหนี้สินจำนวนมาก แต่ด้วยโครงสร้างสินเชื่อของอเมริกาทำให้ยังใช้จ่ายก่อหนี้ได้เรื่อยๆ สภาพแบบนี้ทำให้คนอเมริกันรับไม่ได้ และสนับสนุนทรัมป์ ในขณะที่ฐานเสียงของโอบามาคือชนชั้นกลางระดับบน ปัญญาชน หรือใครก็ตามที่มีชีวิตสุขสบาย ซึ่งพวกนี้ไม่เอาด้วยกับทรัมป์

ทรัมป์นั้นไม่ใช่ว่าไม่สนใจเรื่องโลกแล้ว เขายังสนใจ แต่สภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างภายในประเทศแบบนี้ทำให้คิดว่าถ้าอยู่ต่อไปแบบนี้ไม่ทำอะไรก็ไปไม่รอด นี่คือบรรยากาศที่เราควรเข้าใจว่าทำไมทรัมป์ถึงขึ้นมาได้ สภาพเช่นนี้ทำให้ทรัมป์ต้องรีบแก้ปัญหาภายในเฉพาะหน้าของประเทศตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นความสามารถในการผลิตของจีนก็จะแซง และไม่เฉพาะจีนอย่างเดียว อิหร่าน บังกลาเทศ แอฟริกาใต้ แต่ละประเทศมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้นๆ อเมริกาอาจจะยังนำอยู่ด้านการศึกษา เทคโนโลยี นวัตกรรม การประดิษฐ์ แต่ในทางปฏิบัติ จีนมีกลไกและมีโครงสร้างที่จะแปลงผลผลิตทางปัญญาของอเมริกันมาเป็นสินค้าที่เราใช้กันทุกวันนี้ คนอเมริกันมีสติปัญญา แต่ถ้าปล่อยสถานการณ์ไปแบบนี้ เขาอาจจะเป็นหนี้ไปอีกไม่ใช่แค่สองชั่วคน อาจจะกลายเป็นสี่ชั่วคน และจะต้องขายทุกอย่างที่เขามี ทุกวันนี้คนอเมริกันที่มีสติปัญญา ถ้ามีคนเสนองานให้ไม่ว่าที่ใด เมืองจีน หรือประเทศไทย เขาพร้อมไปหมด เพราะว่าโอกาสอยู่นอกประเทศอเมริกา เหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่ทรัมป์พยายามขึ้นมาจัดการ

ในวิกฤตของอเมริกา จังหวะนี้เป็นโอกาสของไทย ซึ่งภาคเอกชนเห็นและก้าวไปก่อนแล้ว ภาคเอกชนถนัดเรื่องมองโอกาสจากวิกฤต โดยไม่ได้มาวิเคราะห์ระบบโครงสร้างโลกอะไรมากนัก เช่น ซีพี วันนี้ไปลงทุนในอเมริกาแล้ว โดยบอกกับอเมริกาว่าจะไป Make America proud again ด้วยการไปผลิตอาหารที่อเมริกาแล้วส่งออกไปทั่วโลก เมื่อหลายสิบปีก่อนอาหาร Made in USA จำพวกอาหารแช่แข็งมีบทบาทในโลกมาก แต่วันนี้ซีพีกล้าคิดถึงขั้นว่า ประเทศไทยจะไปช่วยอเมริกาผลิตอาหารให้แก่โลก นี่เป็นความคิดที่ก้าวกระโดด ที่เกิดขึ้นมาได้จากวิกฤตที่ในวันนี้การผลิตในอเมริกาซบเซา นี่จึงเป็นตัวอย่างของโอกาสในวิกฤตที่บริษัทเอกชนมองเห็น ซึ่งรัฐไม่ได้สนับสนุน และเอกชนทำอะไรไปหลายอย่างโดยที่รัฐไม่รู้ ต่อไปเอกชนจะต้องพึ่งพารัฐน้อยลงๆ ในการไปทำตลาดในที่ต่างๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม เอกชนก็อยากจะเห็นประเทศไทยในภาพรวมมีบทบาทมากขึ้นในระเบียบเศรษฐกิจของโลก ซึ่งทุกวันนี้แม้แต่ในเออีซีไทยก็มีบทบาทน้อยลง ไทยมี Commitment ต่อเออีซีลดลง ทั้งที่ตำแหน่งเราอยู่ศูนย์กลางอาเซียน แต่พฤติกรรมการปฏิบัติตัวของเรามีแต่พูด เช่น เมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2558) ตอนที่จะรวมเป็นประชาคมอาเซียน หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐในบ้านเราต่างก็พูดแต่เรื่องอาเซียน หรือเออีซี จะทำอะไรก็ต้องให้เกี่ยวกับอาเซียน กับเออีซี แต่สรุปแล้วเป็นการพูดเป็นหลัก ลงท้ายไม่ได้ทำอะไรที่จะใช้ประโยชน์จากการเข้าอาเซียนเป็นชิ้นเป็นอัน

ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อที่จะมาช่วยเสริมบทบาทรัฐในการคิดหาทางให้ไทยมีบทบาทนำในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลก เพราะเอกชนถนัดเรื่องมองโอกาสจากวิกฤตเพื่อความอยู่รอด จะช่วยให้มองเห็นหนทางที่จะเอาประโยชน์อะไรให้ประเทศได้มากขึ้น แต่รัฐต้องสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่หมายถึงเรื่องเงิน หรือเพียงแต่การดูแลรับรองของหน่วยงานไทย เช่น สถานทูต ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ แต่การสนับสนุนนี้หมายถึงว่ารัฐจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในระดับนโยบายที่จะฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าเอกชนนั้นก็อยากเห็นประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในระเบียบเศรษฐกิจของเออีซีหรือของโลก แต่จะมีบทบาทนำได้ก็ต้องมีทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนของประเทศจากรัฐเสียก่อน

ความชัดเจนของนโยบายที่ต้องการจากรัฐ ตัวอย่างเช่น ทรัมป์มีนโยบายดึงเหล่าบริษัทข้ามชาติของอเมริกากลับมาลงทุนเพื่อสร้างงานในประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกากลับมา โดยกำหนดมาตรการจูงใจต่างๆ และกำหนดบทลงโทษบริษัทหากไม่ทำตามเอาไว้ชัดเจน เป้าหมายแรกของเขาคือ บริษัทอเมริกาที่ไปลงทุนในเม็กซิโก เพราะเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตใหญ่ แย่งงานคนอเมริกันไปมาก แบบนี้คือทิศทางจากรัฐที่เอกชนต้องการ

ถึงเวลาที่ไทยจะต้องมีท่าทีที่ชัดเจนในเวทีโลก คิดว่าจะทำอย่างไรที่เราจะแสดงบทบาทนำในอาเซียน หรือในเวทีพหุภาคีอื่นๆ ที่อาเซียนจะมีบทบาทเป็นผู้นำได้ เพื่อเป็นตัวช่วยผลักดันประโยชน์ของไทยในเวทีโลก ต้องรู้จักเลือกเวทีที่จะเป็นประโยชน์กับเรา และเราจะมีบทบาทเด่นได้ ซึ่งจะได้ผลมากกว่าเข้าไปร่วมเฉยๆ ในทุกเวทีโดยไม่มีน้ำหนัก และต้องระวังบางเวที เช่น อาร์เซ็ป ที่ไม่ควรเข้าตอนนี้ เพราะจะกลายเป็นเข้าข้างจีน

การกำหนดท่าทีนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศคิดเท่านั้น แต่ต้องใช้หลายหน่วยงานช่วยกันคิด และการกำหนดท่าทีนี้ไม่ใช่การคิดว่าจะไปอยู่กับจีนหรืออเมริกาดี เพราะสถานการณ์ยุคนี้ไม่ใช่สงครามทางเศรษฐกิจแบบยุคสงครามเย็น ที่จะต้องมีค่ายมีฝ่าย แต่รอบนี้เป็นสงคราม “การแข่งขัน” ทางเศรษฐกิจที่มีสมรภูมิทั่วทั้งโลก ดังนั้นหลักการคือ ที่ไหนดี มีโอกาส เราก็ไป ซึ่งย้ำว่าที่ผ่านมาภาคธุรกิจคิดเปลี่ยนวิกฤตมาเป็นโอกาส และทำอะไรไปมากแล้ว แต่คราวนี้ต้องมาคิดว่าทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาครัฐนั้น จะเปลี่ยนสถานการณ์อย่างไรให้เป็นโอกาส โดยร่วมเรียนรู้ ร่วมคิดกับเอกชน

เรื่องการมีท่าทีที่ชัดเจนในโลก ควรดูตัวอย่างจีน ซึ่งยึดอยู่กับเวทีพหุภาคีอย่างบริกส์ และ จี20 เป็นหลัก ในการส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศจีนในโลก และยังมีเวทีของตัวเองคือ One Belt One Road และมีธนาคาร AIIB เพื่อจะทำให้เรื่องที่เขาบอกว่าทำได้ หรือจะทำ กลายเป็นเรื่องจริง เช่น ปัจจุบันรถไฟจากจีนไปลอนดอนสำเร็จเปิดใช้แล้ว เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท