
ไอเอสเอสพี มุ่งคลาวด์ เพิ่มโอกาสใหม่
ด้วยยุคที่การใช้งานคลาวด์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีหลัง ที่มีคู่แข่งรายใหญ่ทั้งจากในและต่างประเทศ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ด้วยยุคที่การใช้งานคลาวด์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีหลัง ที่มีคู่แข่งรายใหญ่ทั้งจากในและต่างประเทศเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโซลูชั่นอย่างไอเอสเอสพีที่ให้บริการมานานกว่า 16 ปี ตั้งแต่ปี 2544 จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงลูกค้าทั้งกลุ่มเอสเอ็มบีและธุรกิจขนาดใหญ่
บัณฑิต ว่องวัฒนะสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนต โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ หรือไอเอสเอสพี กล่าวว่า สมัยก่อนบริษัทอาจเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตโซลูชั่นแบบครบวงจร แต่ขณะนี้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ให้บริการแบบ CSP หรือคลาวด์เซอร์วิสโพรไวเดอร์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านนวัตกรรมแบบคลาวด์เบสเซอร์วิส
“ทุกธุรกิจจะหันมาใช้งานคลาวด์มากขึ้น จึงเป็นยุคที่เราต้องปรับตัว”
การที่บริษัทปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ เพราะมองว่าองค์กรธุรกิจทุกขนาดกำลังต้องการบริการที่ครบวงจรในการเป็นที่ปรึกษา เพราะด้วยจำนวนข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นจากการทำธุรกิจทำให้การเก็บและนำมาวิเคราะห์ต่อยอดถือเป็นสิ่งสำคัญและจะรอไม่ได้
สำหรับการทำงานที่หลากหลายของคลาวด์ และช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่าย ถือว่าเป็นประโยชน์หลักที่องค์กรธุรกิจมองเห็น ดังนั้นการตัดสินใจเลือกไพรเวทคลาวด์ พับลิกคลาวด์ หรือไฮบริดคลาวด์ จะอยู่ที่ความสำคัญของข้อมูลและการจัดสรรจำนวนข้อมูลขององค์กรเป็นเรื่องที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการเก็บข้อมูลในอนาคต
“ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความลับ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบของพับลิกคลาวด์ ในขณะที่ข้อมูลสำคัญด้านข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า รายได้บริษัทจำเป็นต้องเก็บในไพรเวทคลาวด์ ทำให้การทำงานคลาวด์แบบผสมผสานหรือไฮบริดคลาวด์เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ของอนาคต”
นอกจากนี้ กระแสของฟินเทคและสตาร์ทอัพที่มาแรง ทำให้บริษัทประเมินว่าบริการแบบเพย์เมนต์โซลูชั่น และโปรเฟสชันแนลเซอร์วิส จะเป็นบริการที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัทในอนาคต
ปัจจุบันรายได้ของบริษัทในปีที่ผ่านมา ยังคงมาจากคลาวด์เซอร์วิสและสแตนดาร์ดเซอร์วิสอย่างละ 50% ทำรายได้รวมกว่า 135 ล้านบาท ส่วนปี 2560 นี้ตั้งเป้าไว้ที่ 250 ล้านบาท แบ่งเป็นคลาวด์เซอร์วิส 20% สแตนดาร์ดเซอร์วิส 35% เพย์เมนต์โซลูชั่น 15% โปรเฟสชันแนลเซอร์วิส 25% และอีมาร์เก็ตเพลส ไม่เกิน 5%
ในปี 2563 เรื่องของไอโอทีจะไม่ใช่แค่อุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่อแบบบุคคลสู่บุคคลอีกแล้ว แต่จะกลายเป็นการทำงานระหว่างแมชีนทูแมชีนไปจนถึงการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากธุรกิจไม่สามารถแข่งขันกันในเรื่องความต่างของผลิตภัณฑ์ได้ โอกาสที่จะขายหรือต่อยอดสินค้าในตลาดได้ก็จะลดลง
บัณฑิต กล่าวว่า หลายบริษัทจะตื่นตัวกับคำว่าอี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย บิ๊ก ดาต้าและไอโอที แต่จะเลือกใช้เครื่องมือหรือโซลูชั่นอย่างไร จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาที่เหมาะสม เพราะเทรนด์ในเรื่องของเทคโนโลยียังคงใหม่สำหรับธุรกิจไทย อีกทั้งเรื่องของบิ๊กดาต้าจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ การวางแผนจัดเก็บและจัดการข้อมูลแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้สำหรับอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทจัดทำแคมเปญที่ชื่อว่า Grow Your Business with ISSP Professional Cloud Service Provider เพื่อเป็นคู่คิดในการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจว่าเหมาะกับโซลูชั่นใด และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้งานเทคโนโลยี
“เรายังคงเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ เอสเอพีและอีกมากมายเพื่อให้บริการลูกค้า แบ่งเป็นลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (เอนเตอร์ไพรส์) ราว 60% เอสเอ็มอี 40% ฐานลูกค้ารวมมีทั้งสิ้น 800 ราย ปีนี้ได้ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 1,000 ราย”
แม้ว่าจะมีผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านคลาวด์โซลูชั่นทั้งไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องปรับด้านบริการให้ดีขึ้นไปอีกขั้น เพราะคงไปสู้กับอะเมซอนเว็บเซอร์วิส อาลีคลาวด์และกูเกิลคลาวด์ไม่ได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สำหรับให้บริการลูกค้า แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นว่าลูกค้าคนไทย ยังไงก็ต้องการบริการแบบคนไทยที่เข้าใจระบบ และทำงานได้แบบ 24 ชั่วโมง
ไอเอสเอสพียังมองโอกาสในเรื่องการผลักดันด้านไทยแลนด์ 4.0 ไว้ว่า การที่ภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่อาจต้องรอความชัดเจนกว่านี้อีกสัก 2-3 ปี ถึงจะเป็นรูปเป็นร่าง เพราะเริ่มช้ากว่ามาเลเซียและสิงคโปร์ ทำให้ดูภายนอกยังมีจุดอ่อนเยอะ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม มองว่าหากให้การสนับสนุนเรื่องการทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ ที่ช่วยเรื่องเอาเงินภาษีคืนเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องรองรับการทำธุรกรรมให้ครบวงจร มีกฎหมายรองรับให้ถูกต้อง วางนโยบายและเดินหน้า เพราะการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้อี-คอมเมิร์ซบูม ดังนั้นควรมองเรื่องการใช้จ่ายมุมอื่นๆ ด้วย
ในด้านการสนับสนุนเรื่องสตาร์ทอัพของภาครัฐ แม้ว่าจะมีเงินทุนสนับสนุนทั้งจากรัฐและเอกชน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ สตาร์ทอัพควรชัดเจนในเรื่องของแผนการทำธุรกิจ ยังมีสตาร์ทอัพไทยอีกมากที่ไม่มีบิซิเนสโมเดลที่ชัดเจน จึงมีแต่การสร้างสรรค์แอพและขายต่อให้นักลงทุน ซึ่งถ้าเราไม่วางรากฐานสิ่งเหล่านี้ให้แข็งแรง ธุรกิจสตาร์ทอัพก็จะไม่ยั่งยืนสำหรับอนาคต
“กรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ คือ ภาครัฐเข้าไปให้ความรู้ เดินหน้า วางแผน หาแหล่งเงินทุนและแก้กฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการเดินหน้าธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน”







