posttoday
อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

09 กันยายน 2553

มีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่มีแรงงานเข้าระบบประกันสังคมน้อยลง เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย่อมมีน้อยตามลง แต่ต้องจ่ายเงินบำนาญทุกเดือนๆ สัดส่วนเงินไหลเข้า-ออกจึงไม่มีความสมดุลย์กัน....

มีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่มีแรงงานเข้าระบบประกันสังคมน้อยลง เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย่อมมีน้อยตามลง แต่ต้องจ่ายเงินบำนาญทุกเดือนๆ สัดส่วนเงินไหลเข้า-ออกจึงไม่มีความสมดุลย์กัน....

โดย....วิทยา ปะระมะ

จะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุไปเป็นที่เรียบร้อย โดยมีสัดส่วนผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีอยู่ที่ 11% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 7 ล้านคน ขณะที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคมพยากรณ์ว่า สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 25.1% หรือ 16 ล้านคนในปี 2578 และในอีก 20 ปีข้างหน้าอัตราส่วนผู้สูงอายุในไทยจะกลายเป็น 1:4 หมายความว่า เดินไปเจอคน 4 คนจะเป็นผู้สูงอายุ 1 คน

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งมิติด้านสังคม เศรษกิจมหภาค ในอนาคตกำลังแรงงานของประเทศจะลดลงเนื่องจากวัยทำงานในปัจจุบันกว่า 16 ล้านคนจะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ขณะที่อัตราการเกิดของทารกในเมืองไทยอยู่ที่ประมาณ 8 แสนคน/ปีเท่านั้น

อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

นอกจากธุรกิจที่ต้องปรับตัวผลิตสินค้าผู้สูงอายุมากขึ้นแล้ว นโยบายรัฐเองก็ต้องมีการปรับปรุง เช่น ต้องจัดหาสวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น บริการสาธาณะต่างๆต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนชราด้วย

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรง

เนื่องจากรับผิดชอบเรื่องเงินบำนาญของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนวัยเกษียณ แค่คำนวนง่ายๆ ว่ามีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่มีแรงงานเข้าระบบประกันสังคมน้อยลง เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย่อมมีน้อยตามลง แต่ต้องจ่ายเงินบำนาญทุกเดือนๆ สัดส่วนเงินไหลเข้า-ออกจึงไม่มีความสมดุลย์กันแล้ว

ปัจจุบันมีลูกจ้างที่เข้าระบบประกันสังคมรวมกันทั้งสิ้น 9.4 ล้านราย มีเงินที่สปส.ดูแลรวม 7 แสนล้านบาทแบ่งเป็นเงินกองทุนสงเคราะห์บุตรและชราภาพซึ่งเป็นเงินออมที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบทุกเดือนๆ 5.6 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินทุนดูแลกรณีเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพและคลอดบุตร 9.4 หมื่นล้านบาท และกองทุนชดเชยกรณีว่างงานอีก 4.5 หมื่นล้านบาท

ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้ให้เห็นว่าแม้มูลค่ากองทุนจะสูงถึง 7 แสนล้านบาท แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่เกิน 30 ปีข้างหน้าเงินกองทุนประกันสังคมจะมีปัญหาแน่นอน

ปั้น อธิบายว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะปัจจุบันผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3% ของรายได้ และนายจ้างสมทบอีก 3% รวมแล้วจะมีเงิน 6% เข้ากองทุนทุกเดือนๆ แต่เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 15 ปีและมีอายุถึง 55 ปี นอกจากจะได้รับเงินบำเหน็จตามจำนวนที่สะสมไว้บวกดอกเบี้ยแล้ว ยังจะได้รับเงินบำนาญชราภาพอีกเดือนละ 20% ของเงินเดือน

“ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่ามีปัญหาเพราะตอนเงินเข้าเข้า6% แต่ออก 20% มีส่วนต่างถึง 14% ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่เพราะเงินบำนาญเริ่มสะสมในปี 2542 ซึ่งยังไม่ครบ 15 ปีตามที่กฏหมายกำหนด ตอนนี้ใครอายุครบ 55 ปีก็ได้เงินบำเหน็จบวกดอกเบี้ยไป แต่เมื่อไหร่ที่เงินสะสมครบ 15 ปีก็จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนแล้ว”

 

อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

นอกจากประเด็นเรื่องส่วนต่างเงินสมทบ 14% แล้ว ประเด็นเรื่องอายุผู้ประกันตนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วย เนื่องจากผู้ประกันตนจะได้บำนาญเมื่ออายุ 55 ปี แต่อายุเฉลี่ยของคนไทยปัจจุบันอยู่ที่ 75 ปี เท่ากับว่าประกันสังคมต้องจ่ายบำนาญเฉลี่ยต่อไปอีก 20 ปี หักลบกับจำนวนที่ส่งเงินสมทบ 15 ปีแล้วยังมีส่วนต่างอยู่ 5 ปี

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม  ย้ำว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประกันสังคมจะมีปัญหาแน่นอน

ส่วนวิธีการแก้ไขนั้น ปั้นยอมรับว่าอาจต้องมีการปรับโมเดลการจ่ายเงินประกันสังคมในอนาคต แต่การเปลี่ยนแปลงต่างๆก็ต้องไม่กระทบสิทธิผู้ประกันตนที่มีอยู่เดิมด้วยเช่นกัน

“ส่วนต่าง 14% กับ 5 ปี จะปั้มเงินยังไงให้ทันแต่ละรอบปี คำตอบคือต้องปรับโมเดลต่างๆ เช่นอาจเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนจาก 6% เป็น X% หรืออย่างข้าราชการจะได้บำนาญต่อเมื่อทำงานครบ 25 ปี ก็เป็นคำถามว่าผู้ประกันตนใช้เวลาทำงาน 15 ปีพอไหม ถ้าปรับเป็น 20 ปีได้ไหม”

สิ่งเหล่านี้ยังมีคำถามตามมาอีกว่าต้องทำ “เมื่อไหร่” ทำแล้วจะ “ดี” แค่ไหน ท้ายที่สุดก็ต้องทำประชาพิจารณ์เพราะสปส.บริหารเงินของชาวบ้าน การจะเปลี่ยนแปลงอะไรจึงต้องมีส่วนร่วมจากเจ้าของเงินด้วย

เลขาธิการ สปส. ทิ้งท้ายว่า ประเด็นเหล่านี้ต้องคิดตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่คิดในอีก 5 ปีข้างหน้าและอยากขอให้สังคมรับรู้ว่าสปส.ทำดีมากที่สุดได้เท่านี้(นะ)...

********************

สารพันปัญหาประกันสังคม

ครบ 20 ปีพอดีในปีนี้สำหรับการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคม(สปส.) อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ดูแลเกี่ยวกับความมั่นคงและสวัสดิการของผู้มีวิถีชีวิตแบบลูกจ้างครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย  คลอดลูก ว่างงาน และชราภาพ

 

อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

แน่นอนว่าคนเป็นลูกจ้างนายจ้างย่อมไม่มีวันเลี้ยงให้อิ่ม (ยกเว้นลูกจ้างระดับท็อป) สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้มากในระดับหนึ่งอาจมีทางเลือกในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ข้างต้นได้หลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับลูกจ้างเงินเดือนน้อย ผู้ใช้แรงงานในโรงงาน สิทธิประโยชน์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสร้างความมั่นคงในชีวิต

ลองจินตนาการดูง่ายๆว่าหากท่านได้รับผลตอบแทนจากการทำงานในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 206 บาท/วัน แต่ละเดือนมีรายได้ประมาณ 6,000 บาท ไหนต้องมีภาระค่าอาหารการกิน ค่าเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียนของลูก ค่าเดินทาง เพียงเท่านี้เงินเดือน 6,000 กว่าบาทก็ไม่เพียงพอแล้ว

ยิ่งเกิดเหตุฉุกเฉินเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล บาดเจ็บจากการทำงาน โดนเลิกจ้าง ท่านจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย หากแม้ต้องทำงานรับค่าจ้างขั้นต่ำไปเรื่อยๆจนเกษียณ หมดกำลังวังชาแก่เฒ่าจะเอาเงินจากไหนมาเลี้ยงชีวิต?

ยิ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเปิดอ้ารับการลงทุนอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่อาศัยจุดแข็ง ณ ขณะนั้นคือเรื่องค่าแรงที่ต่ำเป็นตัวดึงธุรกิจต่างชาติให้เข้ามา วาดฝันจะทะยานเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย หากความมั่นคงในชีวิตของลูกจ้างไม่มีแล้วการพัฒนาจะยั่งยืนได้อย่างไร

กำเนิดประกันสังคม

ในรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงได้ออกกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม ในปี 2533 โอนงานบางส่วนของกรมประชาสงเคราะห์และงานของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน กรมแรงงาน มาสังกัดอยู่ในสำนักงานประกันสังคม เน้นการสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานความมั่นคงในชีวิตแก่ลูกจ้างในสถานประกอบการ

ผ่านมาแล้ว 20 ปี การประกันสังคมของไทยมีพัฒนาการมาตามลำดับ มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนจาก 4 ด้านคือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายและคลอดบุตร เป็น 6 ด้าน (เพิ่มเรื่องเงินทดแทนการว่างงานและบำนาญชราภาพ) มีการแก้กฎคุ้มครองลูกจ้างในสถานประกอบการจากเดิม 20 คนขึ้นไป เป็น 1 คนขึ้นไป ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ประกันตนทั้งระบบแล้วกว่า 9.4 ล้านคน และมีเงินกองทุนกว่า 7 แสนล้านบาทในปัจจุบัน

แม้แนวคิดดีแต่ในทางปฏิบัติแล้วปัญหาของการประกันสังคมยังต้องอีกหลายประการ

สิทธิรักษาพยาบาล 2 มาตรฐาน

เริ่มต้นที่การใช้สิทธิประกันสังคมในการรักษาพยาบาล คนที่เข้าไปใช้บริการย่อมทราบดีว่ามาตรฐานในการรักษาเมื่อเทียบกับการเป็นผู้ป่วยธรรมดาช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แค่ช่องทางในการรักษาก็มีการแบ่งแยกระหว่างผู้ป่วยธรรมดากับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันสังคมแล้ว

อีก 30 ปีประกันสังคมจ่ายเบี้ยบำนาญอ่วม

บางรายนั่งรอหมออยู่นาน เข้าห้องตรวจไม่ถึง 3 นาที หมอแค่ฟังคำบอกเล่าอาการเอาหูฟังแตะหน้าอก 2 ทีแล้ววินิจฉัยโรคเลย พอไปรับยาก็หนีไม่พ้นยาแก้ปวด พาราฯ ยาแก้อักเสบ

“สิริวัน ร่มฉัตรทอง” เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่าร้อยทั้งร้อยของผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิ ไม่พอใจคุณภาพการรักษา ตั้งแต่เรื่องระยะเวลาที่รอพบแพทย์ บางแห่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับผู้ป่วยทั่วไปก็พอรับได้ แต่หากเป็นผู้ป่วยอาการรุนแรงจะทำอย่างไร

“ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันคือระบบการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนช้ามาก ก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดทำไมกว่าจะได้รับการรักษาถึงยากอย่างนี้ ยังไม่รวมไปถึงเรื่องคุณภาพยาที่มีคุณภาพต่างจากผู้ป่วยประเภทอื่น บางแห่งเมื่อทราบว่าเป็นผู้ประกันตนทำไมถึงต้องเปลี่ยนยา บางครั้งหมอบอกคนไข้เลยว่าคุณเป็นคนไข้ประกันสังคมนะเหมือนกับว่าเป็นคนไข้ประกันสังคมแล้วจะได้การรักษาเท่านี้”สิริวันกล่าว

รวมทั้งเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ลูกจ้างหลายรายอาจยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง ที่ผ่านมาสปส.ใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์เยอะมากแต่เรื่องง่ายๆแค่สายด่วน 1506 ก็ควรปรับปรุงระบบให้โทรติดได้ง่ายขึ้นบ้าง

เช่นเดียวกับ “วิไลวรรณ แซ่เตีย” ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการบริการทางการแพทย์ของประกันสังคมคือผู้ประกันตนเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษา และเมื่อเข้าถึงแล้วก็มีข้อจำกัดในการดูแล ทั้งในเรื่องคุณภาพยารักษาโรคและประเภทของโรคที่สามารถรักษาได้ ทั้งที่จริงๆแล้วประกันสังคมควรรับสิทธิรักษาได้ทุกโรคเหมือนผู้ถือบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค

“วันนี้การดำเนินการและบริหารงานของสปส.ยังประสบปัญหามากมายและมีการตั้งคำถามจากผู้ประกันตนมาโดยตลอดว่าเงินจากหยาดเหงื่อที่เสียไปนั้นโดยหวังว่าจะได้รับการดูแลให้ดีที่สุด แต่ปรากฏว่าการมาตรฐานทางการแพทย์ยังไม่ดีเท่าที่ควร”วิไลวรรณ กล่าว
บริหารเงินไม่โปร่งใส

นอกจากเรื่องคุณภาพการรักษาแล้ว วิไลวรรณยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้เงินของผู้บริหารและคณะกรรมการประกันสังคม

แน่นอนว่าด้วยเงินกองทุนกว่า 7 แสนล้านบาท ผลประโยชน์ย่อมหอมหวนสำหรับเหลือบไรที่จ้องทึ้งเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานลูกจ้างทั่วประเทศ วิไลวรรณชี้ว่าคณะกรรมการสปส.มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองดังนั้นการใช้งบของสปส.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความซับซ้อน

เช่นปี 2550 มีการตั้งงบประมาณ 2,800 ล้านบาทจัดจ้างซื้อระบบคอมพิวเตอร์ให้กระทรวงแรงงานทั้ง 5 กรม ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นงบประมาณที่รัฐบาลต้องจ่ายไม่ใช่เอาเงินสะสมของลูกจ้างมาจ่าย เรื่องนี้แม้แต่ปปช.ยังชี้มูลว่ามีความผิด

“ปี 2551 ใช้งบดูงานทั้งในส่วนของกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน 118 ล้านบาท ถามว่ามันจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หรือปี 2552 ใช้งบประชาสัมพันธ์กว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เงิน 195 ล้านบาททำพวกเสื้อ ปฏิทิน วิทยุ ล่าสุดยังเตรียมนำเงิน 200 ล้านบาทไปทำหนังสือประวัติของกรรมการอีก”วิไลวรรณ กล่าว

หรือแม้แต่การบริการเงินกองทุน ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนในหลักทรัพย์ความเสี่ยงสูง 40% ดังนั้นต้องมีคนที่มีความีรู้ความสามารถมาบริหารจริงๆ

“มีบทเรียนเรื่องการลงทุนในไทยธนาคารทำให้เงินของสปส.หายไป 300 ล้าน ตรงนี้ใครรับผิดชอบ เราจึงอยากได้คณะการการการลงทุนที่มีความรู้ ส่วนคณะกรรมการการแพทย์ก็ควรปลอดจากคนที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล ทุกๆปีมีการซื้อยาจากองค์การเภสัชมากมายและองค์การเภสัชก็ได้ลดราคาให้จำนวนมากแต่ไม่รู้ว่าเงินส่วนลดตรงนี้หายไปอยู่ไหน ”วิไลวรรณ กล่าว

ขณะที่ “สถาพร มณีรัตน์” รองประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ชี้ให้เห็นว่าระเบียบของสปส.สามารถดึงเงิน 10% ของเงินสมทบในแต่ละปีมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการได้ เงินก้อนนี้มักถูกกล่าวว่าว่าเอาไปใช้โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบแม้แต่กรรมาธิการแรงงาน ส.ส.ก็ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

น้อมรับอิฐทุกก้อน

แน่นอนว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้ ตัวสปส.เองย่อมทราบดีแก่ใจที่สุดอยู่ที่ว่าจะให้ความสำคัญกับข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เพียงใดเท่านั้นเอง

น.ส.เยาวรัตน์ พุฒิมานรดีกุล ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงานของปสป.ชี้แจงว่าในส่วนของคุณภาพการรักษาพยาบาลนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสปส.ไม่ใช่เจ้าของโรงพยาบาลแต่เป็นผู้จ้างโรงพยาบาลให้รักษาผู้ประกันตน ดังนั้นก็ต้องขอความเห็นใจบ้าง

“เรามีหมอของประกันสังคมไปตรวจตามโรงพยาบาล การบริหารก็ทำโดยคณะกรรมการการแพทย์และเมื่อมีข้อร้องเรียนเราก็เข้าไปตรวจสอบ แต่เมื่อผู้ประกันตนยังไม่ประทับใจเราก็ขอน้อมรับความคิดเห็นเพื่อนำกลับไปปรับปรุงต่อไป”เยาวรัตน์กล่าวทิ้งท้าย
 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี