
ปรับแนวคิดความปลอดภัยทางถนน
การถอยคำสั่งมาตรา 44 ห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงสงกรานต์ กรณีนี้ได้รับแรงต้านจากสาธารณะ
โดย...ณัชชา โอเจริญ และณิชมน ทองพัฒน์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
การถอยคำสั่งมาตรา 44 ห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงสงกรานต์ กรณีนี้ได้รับแรงต้านจากสาธารณะ เพราะผู้กำหนดนโยบายเน้นที่การบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาชนและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นยังไม่พร้อม อีกทั้งขาดการดำเนินกลยุทธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และถึงแม้ประชาชนจะตระหนักถึงความเสี่ยงอันตรายหากนั่งและใช้รถผิดประเภท แต่ประชาชนก็ยังขาดรถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัยและเพียงพอ
ดังนั้นการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยการจัดให้มีรถโดยสารสาธารณะที่เพียงพอ และรัฐสามารถควบคุม ยืนยันความปลอดภัยได้ จะช่วยให้ประชาชนลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัว
มาตรการที่ใช้ยังไม่ตรงจุด
สถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในปี 2559 พบว่าดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุ ในช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 12.8 เพิ่มขึ้นจาก 10.8 ในปี 2557 และ 2558
ถนนของกรมทางหลวงและองค์การบริหารส่วนตำบลหรือหมู่บ้าน มีการเสียชีวิตสูงที่สุดคิดเป็น 38% และ 36% ตามลำดับ และรถจักรยานยนต์ยังครองแชมป์ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต
อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ คือ พาหนะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุดในช่วงสงกรานต์ ซึ่งคำสั่งมาตรา 44 (ม.44) ที่ออกมานั้นมีเรื่องการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง การเพิ่มความปลอดภัยของรถตู้โดยสารสาธารณะ การลงโทษหากไม่เสียค่าปรับเมื่อได้รับใบสั่ง รวมทั้งกรณีห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั้น ทั้งหมดไม่ได้ครอบคลุมหรือเน้นป้องกันอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์
การดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ควรมุ่งเน้นที่ช่วงเทศกาลอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากจำนวนอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์มี 5% ของอุบัติเหตุทางถนนทั้งปี และการออกมาตรการต่างๆ ควรทบทวนไปถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่ครอบคลุมทั้ง 3 ปัจจัย คือ “คน-รถ-ถนน”
ปัจจัยด้านคนต้องบังคับใช้กฎหมายที่ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้ผลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเมาแล้วขับ การขับขี่เร็วเกินกำหนด การใช้รถผิดวิธี และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย
ปัจจัยด้านรถ ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์นิรภัย โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ส่วนปัจจัยด้านถนนที่ส่งผลอย่างมากต่อความรุนแรงของอุบัติเหตุ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องลดจุดเสี่ยงให้น้อยที่สุด กำจัดสิ่งกีดขวางข้างทาง และติดตั้งวัสดุที่ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ
ปัจจัยทั้ง 3 นี้ต้องศึกษาแยกส่วนตามช่วงเวลาเพื่อออกแบบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดทั้งระบบ ข้อเสนอจากนักวิจัยจึงแบ่งมาตรการความปลอดภัยออกเป็น 2 ช่วง คือ 1.ช่วงฉลองเทศกาล และ 2.ช่วงเดินทางไป-กลับเทศกาล ซึ่งขึ้นกับการสร้างระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในช่วงปกติ
ช่วงฉลองเทศกาล การดื่ม-เมาแล้วขับ คือสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยทำให้อุบัติเหตุรุนแรงมากขึ้น
ช่วงการฉลองเทศกาล คือ ช่วง 12-14 เม.ย. เป็นช่วงที่มีการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยผู้ใช้รถใช้ถนนมักเดินทางระยะใกล้เพื่อไปเฉลิมฉลอง จึงมีผู้ดื่มหรือเมาแล้วขับจำนวนมาก
สถิติช่วงสงกรานต์ยังบ่งชี้ว่า ในช่วงกลางคืนหรือช่วงเวลา 16.01-20.00 น. มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะในปี 2559 ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมิดไนต์สงกรานต์ในหลายจังหวัด ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
มาตรการต่างๆ ที่ผ่านมา ถือว่ามีความพยายามพัฒนามาต่อเนื่อง ซึ่งลดความเสี่ยงได้บ้าง อย่างการตั้งด่าน ทั้งจุดตรวจของเจ้าหน้าที่รัฐและชุมชน ซึ่งปี 2559 สามารถเพิ่มการจับกุม ดำเนินคดีกับผู้เมาแล้วขับได้เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า ดังนั้นจึงควรขยายผลให้ครอบคลุมในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น โดยต้องมีแนวทางช่วยส่งเสริมให้มาตรการนี้เกิดความยั่งยืนด้วยการจัดสรรงบประมาณในการตั้งด่าน กำลังคน และค่าตอบแทนบุคลากร รวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพียงพอ นอกจากนี้ควรมีการจัดพื้นที่ในการเล่นน้ำสงกรานต์ พร้อมทั้งมีบริการรถโดยสารสาธารณะที่ได้มาตรฐานและควบคุมความปลอดภัย
ช่วงเดินทางไป-กลับในช่วงเทศกาล พฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การขับเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และหลับใน
ประสิทธิผลของมาตรการเพื่อความปลอดภัยในระยะนี้ การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง ยังไม่ครอบคลุม ปัจจัยด้านถนนมีความสำคัญมาก จึงควรออกแบบจัดการให้มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น และแจ้งเตือนการใช้เส้นทางจุดเสี่ยงด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ จะเห็นว่าประสิทธิผลของมาตรการในช่วงต้นหรือปลายของช่วง 7 วันอันตรายนั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบความปลอดภัยในช่วงเวลาปกติเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเพื่อยกระดับความปลอดภัยที่ครอบคลุมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ผสานกับกลไกที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้รถใช้ถนนระมัดระวัง โดยนักวิจัยได้ให้ข้อเสนอดังนี้
· ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องความปลอดภัย มากไปกว่าการรับรู้เฉพาะข้อกฎหมายในการใช้รถและถนน ควรมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยจำกัดความเร็วไม่ให้เกินกำหนด
·ภาครัฐควรสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตและจำหน่ายรถในประเทศ ให้มีการติดตั้งอุปกรณ์นิรภัยให้ครบ และงดจำหน่ายรถที่ไม่มีมาตรฐานด้วยมาตรการต่างๆ
·หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนควรแก้ไขจุดเสี่ยงของถนน ปรับความสว่างและสิ่งแวดล้อมข้างทางให้ช่วยลดความรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุตลอดช่วงเทศกาล และในช่วงปกติ ประกอบกับการจำกัดประเภทของรถที่สามารถใช้ผ่านได้ในแต่ละเส้นทาง อีกทั้งมีจุดพักรถที่ได้มาตรฐาน ที่มีระบบตรวจสอบความพร้อมของรถและคนขับไว้บริการ ตลอดจนมีทีมสืบสวนสอบสวนหลังเกิดอุบัติเหตุเพื่อนำผลไปใช้จัดการความเสี่ยง
หนทางสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดีอย่างยั่งยืน คือการปรับปรุงบริการรถโดยสารสาธารณะให้มีมาตรฐานและมีเพียงพอ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน และช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ขับอยู่ในสภาพไม่พร้อม
ภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการรถสาธารณะด้านคุณภาพ และสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครื่องยนต์และคนขับ ผ่านระบบบันทึกประวัติผู้ประกอบการที่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ให้บริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชน







