posttoday
มณีวรรณ วงค์ลาศ วางแผนใช้จ่ายแบบพอเพียง

มณีวรรณ วงค์ลาศ วางแผนใช้จ่ายแบบพอเพียง

11 เมษายน 2560

จากนักข่าวในเมืองกรุงที่มีสีสัน “มณีวรรณ วงค์ลาศ” เลือกที่จะกลับไปเป็น “ครูต่างจังหวัด” ที่แม้ว่ารายได้จะน้อยกว่า

จากนักข่าวในเมืองกรุงที่มีสีสัน “มณีวรรณ วงค์ลาศ” เลือกที่จะกลับไปเป็น “ครูต่างจังหวัด” ที่แม้ว่ารายได้จะน้อยกว่า แต่ด้วยวิถีชีวิตแบบพอเพียง ทำให้ไม่มีปัญหาทางการเงิน และมีความสุข

“อยู่กรุงเทพฯ เงินเดือนเยอะกว่าก็จริง แต่หนี้ก็เยอะกว่าด้วย อยู่ต่างจังหวัดเงินเดือนน้อยกว่า แต่ไม่มีหนี้” มณีวรรณ วงค์ลาศ ครูชำนาญการ โรงเรียนสวีวิทยา อ.สวี จ.ชุมพร กล่าว

พร้อมกับเล่าถึงช่วงชีวิตในการทำงานที่กรุงเทพฯ ว่า ในแต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายพอดีกับรายได้ ยังโชคดีที่ไม่ต้องมีภาระเรื่องค่าที่อยู่ เพราะพักอยู่กับน้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง ค่ารถ ค่าทางด่วน

และที่สำคัญ คือ ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯ หลังจากที่เรียนจบหมาดๆ เธอไม่มีเงินเก็บเลย แม้ว่าจะพยายามเก็บออมโดยการตัดบัญชีเงินเดือน แต่ก็มีเหตุให้ต้องหยิบออกมาใช้อยู่เป็นประจำ

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้และฝึกฝน คือ “วินัยในการใช้จ่าย”

“ที่บริษัทจะจ่ายเงินเดือนเป็น 2 งวด เงินเดือนงวดแรกจะเป็นค่าผ่อนรถ และเงินเดือนงวดสองจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าอาหาร และซื้อของใช้จำเป็น นอกจากนี้มีค่าไฟฟ้าและค่าสมาชิกหนังสือพิมพ์ที่ช่วยรับผิดชอบ เลยทำให้ต้องมีวินัยการใช้เงินมากๆ”

ในที่สุด เธอจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากนักข่าว มาเป็นคุณครู ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเธอบอกว่า “ต้องอ่านหนังสือสอบแบบมาราธอน จนสามารถสอบผ่าน

“เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เริ่มวางแผนแต่งงาน ซึ่งรู้เลยว่า ถ้าแต่งงานและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากขึ้นแน่ๆ เพราะต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และวางแผนจะมีลูกอีก เพราะคิดว่าอยู่กรุงเทพฯ จะลำบากแน่ๆ เลยตัดสินใจไปอยู่ต่างจังหวัด และยังได้ดูแลแม่ด้วย”

“ตอนที่บรรจุครูครั้งแรก เงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท แต่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน ขับรถไปแค่ 10 นาทีก็ถึง ซึ่งข้อดี คือ บางวันไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะข้าวเช้าก็กินจากที่บ้าน บางทีก็เป็นอาหารที่เหลือจากเมื่อคืนก็เอามาอุ่นกินได้ ข้าวกลางวันบางทีก็หิ้วปิ่นโตจากบ้านไป หรือข้าวเที่ยงที่โรงเรียนก็ไม่แพง อาหารโรงเรียนราคาถูก”

นอกจากนี้ มณีวรรณ ยังบอกว่า ทุกวันนี้เธอมีการวางแผนค่าใช้จ่ายแบบพอเพียง

“ของอะไรที่ยังใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน ไม่ต้องรีบซื้อ เพราะถ้าเรารู้จักพอเพียง พอประมาณตนแล้วก็จะดำเนินชีวิตได้ไม่ลำบาก”

แต่ก็มีรายจ่ายบางอย่างที่แอบขอฟุ่มเฟือยนิดหนึ่ง คือ “ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเสื้อผ้า หน้าผม เครื่องสำอาง ซึึ่งบางทีสามีก็มองว่า เป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น เราซื้อรองเท้าเขาก็จะบอกว่า ซื้อทำไมหลายคู่ เท้าก็มีอยู่คู่เดียว แต่ก็บอกกับสามีว่า อันนี้คือความสุขของฉัน อย่ามาขัดขวางความสุขของฉัน” มณีวรรณ เล่าอย่างอารมณ์ดี

เธอ บอกอีกว่า ถ้าเทียบกันแล้ว สามีของเธอ (พัฒนกิจ วงค์ลาศ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร) จะเป็นนักวางแผนการเงินมากกว่า

“สามีเป็นผู้บริหารทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เพราะเขาจะมีหลักคิดที่รอบคอบกว่าเรา แต่ก็ไม่ได้ขวางความสุขในการใช้ชีวิต แต่ช่วยเตือนสติมากกว่า ซึ่งแต่ละบ้านอาจจะมีวิถีที่แตกต่างกัน บางบ้านภรรยาอาจจะเป็นคนจัดการเงิน แต่ที่บ้านเราสามีเป็นคนวางแผนเรื่องใหญ่ๆ”

มณีวรรณ บอกอีกว่า สำหรับการออมเงิน เธอและสามีเก็บเงินร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานจนถึงทุกวันนี้ก็ยังใช้วิธีการออมแบบเดิมอยู่

“เราสองคนจะมีกฎกติกาว่า เราต้องมีเงินกองกลาง โดยการฝากเป็นประจำทุกเดือน แบบหาร 2 ใส่เงินเท่าๆ กันทุกเดือน แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากก็ต้องออม เพราะทำให้เรามีวินัย เงินที่เก็บไว้จะเป็นเงินลืม จะไม่นำออกมาใช้”

มณีวรรณ วงค์ลาศ วางแผนใช้จ่ายแบบพอเพียง

นอกจากจะเก็บออมเท่าๆ กันทุกเดือนแล้ว ในแต่ละปีที่เงินเดือนปรับเพิ่มขึ้น เธอและสามีจะปรับจำนวนเงินออมให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ข้าราชการเงินเดือนขึ้นทุกปี และเมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็ควรจะออมเพิ่มขึ้นบ้าง โดยที่ไม่ได้ทำให้เราลำบาก”

มณีวรรณ เล่าถึงเงินออมหาร 2 ก้อนแรกของเขาและเธอ ที่เก็บออมกันเดือนละ 1,000-2,000 บาท ว่า “เอาไปซื้อรถจักรยานยนต์คันแรก ซึ่งผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังเก็บรถคันนั้นเอาไว้อยู่ เพราะว่ามันเป็นเงินก้อนแรกของเรา”

และตอนนี้ ทั้งคู่กำลังมี “โครงการลูกคนแรก” ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็ได้มาจากการวางแผนการเงินและการเก็บออม

“ทุกอย่างถ้ารู้จักวางแผน รู้จักอดออม ผลลัพธ์ที่ได้มันหอมหวาน” มณีวรรณ กล่าว

“เราไม่ได้คาดหวังว่า จะต้องมีทุกอย่างอย่างที่คนอื่นเขามีกัน แต่เราพอเพียงตามวิถีของเรา และไม่พยายามสร้างหนี้ เพราะรู้สึกว่า ชีวิตน่าจะเป็นสุขถ้าไม่มีหนี้ จึงมั่นใจว่า ชีวิตหลังจากเกษียณจะสามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง”

พร้อมกับบอกด้วยว่า “คนอาจจะมองว่า ครูมีภาระหนี้เยอะ แต่บางครั้งคนเราก็ต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน มีข้อจำกัดแตกต่างกัน และถ้าไม่จำเป็นไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่เมื่อเป็นหนี้แล้วก็ควรทำให้งอกเงย ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เช่น การทำอาชีพเสริมที่ไม่กระทบกับงานประจำ”

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล