
รธน.จะพาประเทศสู่ Thailand 4.0?
รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ 20 ของประเทศไทยได้มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.
โดย...นายไกรยส ภัทราวาท
รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ 20 ของประเทศไทยได้มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อทิศทางการพัฒนาประเทศสู่เป้าหมายThailand 4.0 ที่ประเทศไทยจะก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ภายใน 20 ปี คำถามคือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 จะช่วยพาเราไปสู่เป้าหมายนั้นได้หรือไม่?
สิ่งที่น่าจับตาดูภายใน 60 วันหลังจากนี้คือการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระตามมาตรา 261 ของรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอแต่งตั้งให้มีวาระการทำงาน 2 ปีในการดำเนินการเสนอกฎหมายปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างน้อยๆ 3-4ฉบับ ตามมาตรา 258 และตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายเพิ่มเติมครับ ซึ่งอาจประกอบด้วย (1) พ.ร.บ.กองทุนการศึกษาของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (2) พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาครูและคุณภาพการเรียนการสอน (3) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) และ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติเป็นต้น โดยกฎหมายที่จะต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปีคือ พ.ร.บ.กองทุนการศึกษา ที่รัฐธรรมนูญต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
แล้วตัวอย่างการปฏิรูปสำคัญๆ ที่จะเกิดขึ้นข้างต้นนี้จะพาเราไปสู่ Thailand 4.0 ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้หรือไม่ ...หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยในปัจจุบัน และตัวอย่างของประเทศรายได้สูงที่ประสบความสำเร็จในการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางในแถบเอเชียได้ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือแม้ประเทศมาเลเซียที่กำลังจากหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางก่อนประเทศไทยแล้วก็จะพบว่า โครงสร้างประชากรวัยแรงงานในประเทศเหล่านี้มีกำลังแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงสูงถึง 40-50% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีกำลังแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงอยู่ไม่ถึง 20% ต่ำกว่าประเทศรายได้สูงถึง 2-3 เท่า ดังนั้นการมุ่งพัฒนาประชากรที่มีรายได้น้อยตั้งแต่ปฐมวัย จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเติบโตเป็นแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงได้
ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในปัจจุบันก็มิได้เข้าไปเป็นแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง โดยจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าเยาวชนที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ 1 ใน 3 คนเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ในขณะที่เยาวชนที่สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6/ปวช.) กว่า 4 ใน 5 คนก็เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยการเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ และท้ายที่สุดเยาวชนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันก็ประสบปัญหาว่างงานกว่าครึ่ง ข้อมูลที่แสดงให้เห็นนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทยมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังมีงานสำคัญอีกมากที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
สิ่งที่รัฐธรรมนูญใหม่จะมีบทบาทอย่างมาก 3 ประการ คือ (1) การมีแผนการศึกษาชาติที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค (2) ความจริงใจของภาครัฐในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและท้องถิ่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและแผนการพัฒนาจังหวัดอย่างแท้จริง (3) การจัดตั้งกองทุนการศึกษาที่สามารถสนับสนุนประชากรผู้ยากไร้และขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นรายบุคคล ประชากรกลุ่มนี้มักจะเข้าสู่ตลาดทันทีหลังสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ กองทุนนี้ต้องสามารถเปลี่ยนกำลังแรงงานไร้ฝีมือนี้ให้เป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงให้ได้ภายใน 10-20 ปี หากประชากรราว 40% ของประเทศกลุ่มนี้ไม่สามารถก้าวออกจากกับดักความยากจนได้ประเทศไทยก็จะไม่มีวันก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแน่นอน
แล้วประชาชนอย่างพวกเราจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร มาตรา 77 คือโอกาสสำคัญของพวกเราประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ กระบวนการตรากฎหมายต่อจากนี้จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการออกกฎหมายดังกล่าวเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบรอบด้านทุกขั้นตอน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการออกแบบอนาคตของประเทศให้ประสบความสำเร็จตามที่ทุกคนคาดหวังไว้นะครับ







