
รู้จักคิด รู้จักเชื่อมโยง-จุดสูงสุด ของการท่องจำในวัฒนธรรมจีน
ถ้าพูดแบบเหมารวมง่ายๆ คงจะพูดได้ว่า “สมัยนี้ใครๆ ก็ไม่ชอบการท่องจำ” ที่ว่าไม่ชอบมีความหมายทั้งไม่อยากที่จะทำ
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ถ้าพูดแบบเหมารวมง่ายๆ คงจะพูดได้ว่า “สมัยนี้ใครๆ ก็ไม่ชอบการท่องจำ”
ที่ว่าไม่ชอบมีความหมายทั้งไม่อยากที่จะทำ และไม่เห็นว่าการท่องจำจะมีประโยชน์แต่อย่างใด แน่นอนว่า ข้อที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์ มักจะเกิดขึ้นเมื่อการท่องจำถูกเอาไปเปรียบเทียบกับการขบคิด วิเคราะห์ หรือจินตนาการ
แต่เมื่อพิจารณาวัฒนธรรมจีนที่อยู่กับขนบการเรียนด้วยการท่องจำมาหลายพันปี ก็ทำให้ต้องยั้งความรู้สึกว่า อย่าเพิ่งเหยียดหยามและละเลยการท่องจำไปเสียทั้งหมด และจะว่าไปวัฒนธรรมในแถบเอเชียที่เราอยู่อาศัยต่างคุ้นเคยกับการศึกษาด้วยการท่องจำทั้งสิ้น ไม่ว่าการท่องจำบทสวดของชาวชมพูทวีป หรือการท่องอาขยานของไทย
หลักสูตรการเรียนที่ให้คิดหรือจินตนาการตั้งแต่ยังวัยเด็ก เพิ่งเริ่มขึ้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ปลายยอดวิวัฒนาการการศึกษาเท่านั้น แต่ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
สำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในทุกเรื่องย่อมมีปัจจัยอื่นๆ รองรับเสมอ ไม่สามารถลอยอยู่โดดๆ ได้ สำหรับการศึกษาที่เน้นให้เด็กคิดและจินตนาการอาจจะมาจากโลกพัฒนาการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นจนไม่จำเป็นต้องจำ หรือเป็นเพราะข้อมูลที่มีหลากหลายมากมาย และอาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าปลายทางการศึกษายังสามารถต่อยอดไปไม่มีที่สิ้นสุด
แต่นอกจากอ้างปัจจัยข้างต้นแล้ว อะไรที่ทำให้การท่องจำยอมรับได้ และอยู่คู่มากับวัฒนธรรมการศึกษาจีนหลายพันปีที่ผ่านมา
ก่อนอื่นคงต้องบอกไว้ว่า การศึกษาของจีนโบราณมิได้เห็นว่าทุกตำราที่ควรค่าแก่การท่องจำ และที่สำคัญก็คือหนังสือหลายๆ เล่มที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมของจีนในทุกวันนี้ ก็จัดเป็นพวกไม่มีคุณค่าในการท่องหรือจำแต่อย่างใด
วัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมีตำราที่มนุษย์พึงเรียนพึงท่องจำอยู่ในกรอบๆ หนึ่งเท่านั้น พูดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือตำราที่ท่องจำมักเป็นตำราแนวคิดของปราชญ์ทั้งหลาย เช่น ขงจื๊อ เมิ่งจื่อ หรือไม่ก็เป็นอาขยานสอนใจ
ส่วนใหญ่เป็นคำสอนหรือเรื่องราวสั้นๆ ที่แฝงแง่คิด เช่น “เดินกันสามคน ย่อมมีครูเราในนั้น” (ให้เรียนรู้จากผู้คนรอบกายไม่ว่าในด้านดีหรือร้าย) หรือ “ผู้อาศัยใกล้ภูเขามีเมตตา ผู้อาศัยใกล้ทะเลมีปัญญา” (สภาพแวดล้อมนิ่งสงบคาดเดาได้หรือเปลี่ยนแปลงแปรปรวน ย่อมมีผลต่อความเคยชินจนส่งผลไปสู่นิสัยผู้คน)
คำพูดที่มักใช้ในตำราจีนประเภทนี้มักกระชับ แต่ขุดคุ้ยอธิบายความหมายกันได้ยาว เพราะเป็นคำพูดที่กลั่นมาแล้ว เรียกได้ว่ายากเกินกว่าที่เด็กจะตีความได้ทันที
ที่เห็นบรรดาลูกศิษย์แกว่งหัวอ่านตำราตามทำนองในหนังจีน ก็เป็นคำพูดประเภทนี้นี่แหละ
ส่วนวรรณกรรมที่เล่าเรื่องตรงๆ ไม่ค่อยต้องตีความ ยุคโบราณมักไม่จัดอยู่ในการศึกษาที่อยากให้เด็กได้อ่านกันอย่างเป็นทางการ และมีคุณค่าเป็นรองอยู่หลายช่วงตัว
ไม่เว้นแม้กระทั่งวรรณกรรมเอกของจีนที่เชิดชูกันในปัจจุบัน ในจีนยุคก่อนจึงมีสำนวนที่พูดว่า
“ชายหนุ่มไม่ควรอ่านสามก๊ก วัยรุ่นไม่ควรอ่านผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน อิสตรีไม่ควรอ่านความฝันในหอแดง และเด็กไม่ควรอ่านไซอิ๋ว” (เพราะจะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ คือ ชายหนุ่มจะมีเล่ห์เหลี่ยม วัยรุ่นจะอยากสุมหัวกันเป็นอันธพาล ผู้หญิงจะคิดแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เด็กๆ จะซุกซน คึกคะนอง ตามลำดับ)
จริงอยู่สำนวนข้างต้นไม่ได้บอกว่าไม่ควรอ่าน เพียงแต่เตือนไม่ให้คนบางกลุ่มหมกมุ่นมากนัก แต่นี่ก็สะท้อนถึงมุมมองของวัฒนธรรมการศึกษาจีนที่มีต่อวรรณกรรมได้ชัดเจน
แล้วเด็กตัวนิดเดียว ให้ท่องอะไรยากๆ ที่กลั่นมาแล้ว จะมีประโยชน์อะไร นอกจากเพื่อโตไปเป็น “นกแก้วนกขุนทอง”?
เหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจ มาจากการสังเกตศักยภาพของมนุษย์ในแต่ละช่วงชีวิตเช่นศักยภาพในด้านความจำ ซึ่งศักยภาพที่ว่าก็คือ วัยเด็กเท่านั้นที่จำได้ดี
วิชาความรู้ที่ต้องการให้เด็กท่องจำแม้จะยาก เพราะเป็นการสั่งสมประสบการณ์ของปราชญ์ในอดีต เป็นมุมมองของชีวิตที่กลั่นกรองมาแล้วซึ่งเด็กไม่มีทางเข้าใจได้ แต่เด็กก็มีศักยภาพในการท่องจำสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 2-15 ปีแรกของชีวิต ความคาดหวังจึงอยู่ที่ว่า หากวันหนึ่งโตขึ้นไปพบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงในความรู้ที่ท่องจำไว้กับตัว จะสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ท่องจำไว้ตั้งแต่เด็กมาทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์ได้
หนังจีนจึงมักมีโมเมนต์ที่ตัวละครในเรื่องได้พบประสบการณ์สำคัญใดๆ อย่างหนึ่ง และท่องคำคมในตำราออกมา (เหมือนได้บรรลุว่า โอ้นี่คือสิ่งที่บรมครูสอนเอาไว้นี่เอง-ถ้าไม่ท่องมาตั้งแต่เด็กคงไม่บรรลุข้อสรุปในซีนนั้นๆ) และนี่แหละ คือจังหวะของการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้มากับสถานการณ์จริง
สรุปก็คือ ท่องเก็บไว้ก่อนตั้งแต่เด็ก ไม่เข้าใจไม่เป็นไร เดี๋ยวพอโตเป็นผู้ใหญ่จะเข้าใจเองโดยไม่ว่ายากแค่ไหน ลึกซึ้งเพียงใด ไม่ต้องสนใจ ขอให้รีบท่องกันไว้แต่เนิ่นๆ หากปล่อยให้แก่ไปมันจะไม่ยอมจำ
ส่วนวรรณกรรมที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมา ไม่ได้กลั่นกรองให้มีคุณค่าในการบ่มเพาะจิตใจแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องดิบๆ เด็กซึ่งยังไม่มีประสบการณ์และศักยภาพในการคิด จะลอกพฤติกรรมในวรรณกรรมแบบไม่ได้พิจารณาจึงไม่ควรต้องอ่าน ไม่ควรต้องจำ
แม้แนวคิดยุคก่อนและแนวคิดยุคใหม่จะต่างกัน แต่เด็กไม่เคยเปลี่ยน จะว่าไปการสร้างให้เด็กมีความคิดมีจินตนาการในสมัยนี้ ก็ใช่จะให้เด็กวิเคราะห์แยกแยะอะไรยากเกินวัย อะไรที่ศักยภาพเด็กในวัยนั้นๆ ยังไม่สามารถแยกแยะได้ ก็เป็นหน้าที่ของสังคมและครอบครัวที่ต้องบ่มเพาะอธิบายและประคับประคองกันไป
ซึ่งก็คือไม่ว่าจะเชิดชูด้านการท่องจำหรือให้เรียนรู้ด้วยความคิดและจินตนาการ เด็กล้วนต้องการความใส่ใจอบรม
ฉะนั้น แม้อาการหมุนหัวไปท่องตำราไปในหนังจีนก็เป็นไปเพื่อกระบวนการจำเพื่อจำ ไม่ใช่เพื่อความคิด แต่เมื่อจำได้ขึ้นใจแล้วก็ต้องเก็บเอาไปคิดตามศักยภาพของวัย มิใช่คาดหวังให้ท่องจำดะไปทั้งชีวิต
ที่จริงในขนบการเรียนแบบวัฒนธรรมจีนโบราณ ไม่เคยยกย่องเชิดชูการท่องจำว่าเป็นสุดยอดของกระบวนการเรียนรู้ และทุกการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องไตร่ตรองและคิดไปด้วย







