
เดินหน้าพื้นที่ปลอดภัย
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้กลับคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดทำลายเสาไฟฟ้า
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้กลับคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดทำลายเสาไฟฟ้าในพื้นที่ 19 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายในห้วงที่กำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งผู้คนกำลังเตรียมกลับสู่ภูมิลำเนา
ขณะเดียวกัน ความหวังถึงความสงบสุขชายแดนภาคใต้ก็กำลังค่อยๆ ก่อตัว จากที่ประชุมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนภาคใต้ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลไทยและตัวแทนผู้เห็นต่างกำลังหารือกันถึงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย
มองผิวเผินเหตุร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นระเบิดเสาไฟฟ้า เผาล้อยางอาจแค่เหตุก่อกวน แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด การทำลายเสาไฟฟ้า คือการวินาศกรรมระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของการก่อการร้าย ซึ่งมีจุดประสงค์ต่อการสร้างผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไป
การทำลายบรรยากาศอันเปี่ยมสุขของผู้ที่กำลังจะกลับคืนไปเยี่ยมเยือนภูมิลำเนา ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ญาติมิตร และการบั่นทอนความหวังของความสงบสุข สมควรต้องถูกประณาม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ส่งผลต่อภาครัฐซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งหลัก แต่กลับส่งผลทำร้ายความรู้สึกของประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนถึงความผิดพลาดบกพร่อง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนเพื่อปรับปรุงเช่นกัน
ความรุนแรงล่าสุดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้น ส่งสัญญาณก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ยิงถล่ม สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ถัดมาอีกไม่กี่วันก็เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายยกกำลังยิงถล่มจุดตรวจยุทธศาสตร์ อ.กรงปินัง จ.ยะลา มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 12 นาย
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งสองเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ยอมรับว่ามีข้อมูลและรู้ตัวกลุ่มคนร้าย พร้อมทั้งสั่งเพิ่มความเข้มระวังป้องกันพื้นที่ชุมชนเมืองบริเวณชายแดน อาทิ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียนิยมเข้ามาเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึง
ความเข้มงวดของรัฐในการเฝ้าระวังพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ซึ่งมุ่งหวังจะให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย อาจกลายเป็นจุดโหว่สำหรับพื้นที่อื่นๆ และนำมาสู่การก่อเหตุแบบปูพรมพร้อมกันในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน มาตรการปราบปรามของภาครัฐเพื่อกดดันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ก็ส่งผลให้เกิดข้อกังขา โดยเฉพาะเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรม 2 รายในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเครือญาติของผู้ตายเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยยืนยันว่าทั้งสองคนไม่เคยเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ
ในช่วงเวลานี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญซึ่งอาจพลิกสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ หากกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขสามารถกำหนดพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตี้โซน ซึ่งจะปลอดจากการก่อเหตุรุนแรงในทุกรูปแบบได้จริง
จากท่าทีขององค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี ซึ่งพอใจนโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย น่าจะเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นการสร้างความสงบสุขต่อไป หากพื้นที่ปลอดภัยเกิดขึ้นได้จริง ก็เสมือนที่มั่นซึ่งภาครัฐจะเริ่มรุกกลับทางการเมือง ใช้โอกาสและความหวังจากความสงบสุขตอบโต้ต่อกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง







