posttoday
เปิดม่านยลไต้หวัน สร้างมูลค่าเพิ่มหนุนท่องเที่ยว

เปิดม่านยลไต้หวัน สร้างมูลค่าเพิ่มหนุนท่องเที่ยว

08 เมษายน 2560

เสียงกลองดังกระหึ่มภายในโรงงานน้ำตาลเก่า เป็นเสียงอันหนักแน่นที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและจิตวิญญาณของคนตี

โดย...ทีมงาน โลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

เสียงกลองดังกระหึ่มภายในโรงงานน้ำตาลเก่า เป็นเสียงอันหนักแน่นที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและจิตวิญญาณของคนตี สอดรับกับบรรยากาศที่ดูขลัง จากโครงสร้างของเวทีที่ยังคงรักษาความเป็นโรงงานดั้งเดิมเอาไว้เป็นฉากใหญ่ของการแสดง มีทั้งแท่งเหล็ก ลูกรอกและสายพานเครื่องจักรที่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้เหมือนเมื่อครั้งอดีต

ทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสชมการแสดงหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง หรือ Ten Drum Cultural Village ตั้งอยู่ที่เมืองไถหนาน ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นโรงงานน้ำตาลสร้างขึ้นในสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองไต้หวัน โดยตอนเริ่มต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตน้ำตาล ส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงโรงงานน้ำตาลแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างไว้หลายสิบปี จนกระทั่งปี 2005 ที่ผ่านมา วงดนตรีที่ชื่อว่า Ten Drum ก็มาขอเช่าพื้นที่แห่งนี้ และจัดตั้งเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง โดยใช้ชื่อว่า Ten Drum Cultural Village โดยการสร้างโรงแสดงยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างเดิมของโรงงานน้ำตาลเป็นหลัก แต่ได้ปรับปรุงและตกแต่งภายในให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น

การแสดงของ Ten Drum ได้นำเอาวิถีชีวิตของผู้คนที่ได้หลั่งไหลเข้ามาทำงานในโรงงานน้ำตาลแห่งนี้ มาเป็นธีมหลักเชื่อมเข้ากับเสียงตีกลอง เคาะเหล็กเป็นจังหวะ บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างกลมกลืนกับบรรยากาศของสถานที่จริง สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชม หลังเข้าชมการแสดงของวง Ten Drum ได้มีการจัดสถานที่ไว้รองรับนักท่องเที่ยว เปิดให้ได้เรียนรู้กลองในหลากหลายมิติ ทั้งการทำความรู้จักกลองประเภทต่างๆ กระบวนการผลิตกลอง ที่สำคัญคือการสร้างประสบการณ์ให้นำไปเล่าขานบอกต่อด้วยการให้นักท่องเที่ยวฝึกหัดเรียนการตีกลองอย่างสนุกสนาน มีครูสอนให้ตีตามจังหวะและอ่านสัญลักษณ์ของการตีกลองอย่างง่าย เป็นความต่อเนื่องของอารมณ์หลังการชมการแสดงการตีกลองมาแล้วก็ได้ลองตีของจริงด้วยตัวเอง

ด้วยความที่ไต้หวัน เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น ไต้หวัน จึงถือเป็นหนึ่งในดินแดนที่เต็มไปด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะ กรุง “ไทเป” เป็นมหานครที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองและศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของไต้หวัน

“ไทเป” เป็นเมืองที่ทันสมัย แต่อีกด้านหนึ่งก็มีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ สามารถเห็นได้จากสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนต่างๆ โดยเฉพาะบนถนนดิฮั้วะ (Dihua Street) จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไต้หวันได้อย่างลึกซึ้ง จัดเป็นถนนสายวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวัน

ในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นศูนย์กลางด้านการค้านานาชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะไต้หวัน มีความรุ่งเรืองจากการค้าขายสินค้ากับพ่อค้าหลากหลายประเทศ สำหรับสินค้าที่มีการแลกเปลี่ยนและซื้อขายกันนั้น จะเป็นสินค้าจำพวกพืชสมุนไพร ยาจีน และใบชา ซึ่งเป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกมีความต้องการเป็นอย่างมากในยุคนั้น

ความรุ่งเรืองในอดีตของถนนดิฮั้วะ สะท้อนผ่านอาคารสถาปัตยกรรมซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหลายที่ เช่น สถาปัตยกรรมฝูเจี้ยนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ซึ่งในปัจจุบันตึกอาคารเก่าเหล่านี้ ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

ที่พลาดไม่ได้สำหรับคนที่ตามหาความรักต้องไป “วัดเสียไห่” ซึ่งเป็นวัดที่อยู่คู่กับถนนดิฮั้วะมายาวนานกว่า 100 ปี วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1859 ภายในวัดนี้ก็จะมีเทพเจ้าเฉิงหวง เป็นพระประธาน และมีเทพเจ้าอีกหลายองค์ ที่สถิตอยู่ภายในวัด ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในวัดสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงไทเปที่ชาวไต้หวันจำนวนมากพากันมากราบไหว้ขอพร ให้สมปรารถนาในด้านต่างๆ รวมถึงคนที่อยากสมหวังในด้านความรัก

ถนนดิฮั้วะ ในอดีตเคยถูกเรียกว่าถนนแห่งชา โดยพ่อค้าชาวตะวันตก และถึงทุกวันนี้ ย่านนี้ก็ยังมีร้านชาเก่าแก่หลงเหลืออยู่ หนึ่งในนั้นคือร้าน Wang Tea (หวังที) ร้านนี้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมกรรมวิธีในการผลิตชาประเภทต่างๆ พร้อมโชว์กรรมวิธีในการชงชาแบบดั้งเดิมให้ชิมด้วย

หลังชิมชาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองเจียอี้ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแบบรอบด้านและรวดเร็วจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกู้กง สาขาภาคใต้ (Southern Branch Of The National Palace Museum)ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ของไต้หวัน ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน โดยมีแนวคิดการจัดแสดงที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไปในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกอาคารที่ออกแบบตกแต่งได้อย่างสวยงาม ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เปิดม่านยลไต้หวัน สร้างมูลค่าเพิ่มหนุนท่องเที่ยว โรงงานน้ำตาลเก่า ใน Ten Drum Cultural Village

ภาครัฐต้องการกระจายการพัฒนาความเจริญให้ทั่วทั้งเกาะไต้หวันจึงหวังจะให้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้มาเยือนจากต่างประเทศด้วย

การจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกู้กงนั้น จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ โดยเริ่มจากการนำเสนอ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปะของทวีปเอเชียเพื่อแสดงให้เห็นว่าเอเชียนั้น คือ เบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการจัดแสดงสิ่งของล้ำค่า ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง จากประเทศจีน รวมทั้งวัตถุโบราณสำคัญอีกกว่า 7 แสนชิ้น จากประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทั้งอินเดีย จีน ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ถัดมาเป็นห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเอเชีย บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ผ่านพระคัมภีร์ และมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ของแต่ละประเทศจัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ

ขณะที่ห้องจัดแสดงวัฒนธรรมผ้า ก็เป็นอีกห้องหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว โดยนำเสนอเรื่องราวของศิลปะและวัฒนธรรมผ่านการถักทอลงบนผืนผ้าได้อย่างสวยงาม มีการนำผ้าจากหลายประเทศมาจัดแสดง เช่น จีน ญี่ปุ่น และอุซเบกิสถาน โดยลวดลายของผ้าแต่ละผืนนั้น แสดงออกถึงความประณีตและความวิจิตรบรรจงของผู้ถักทอได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กๆ และเยาวชน เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของทวีปเอเชียให้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์แอ็กทีฟให้เด็กๆ มีส่วนร่วมใน
การสร้างจินตนาการ และสนุกไปกับการเรียนรู้ผ่านการทดลอง และการเล่นอย่างสร้างสรรค์

การถ่ายทอดเรื่องราวของไต้หวันทั้ง 4 ตอน ทีมงานโลก 360 องศา ต้องการให้เห็นตัวอย่างสำคัญในการพัฒนาประเทศเวอร์ชั่น 4.0 ซึ่งภาครัฐของไต้หวันตระหนักดีว่า ภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียวนั้น ไม่อาจนำพาไต้หวันไปสู่ความยั่งยืนได้ ดังนั้น ไต้หวันจึงได้เริ่มเอาวัฒนธรรมที่ตนเองมีนั้นมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ สร้างเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า Creative Economy

ข้อคิดที่สำคัญอีกด้านก็คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของไต้หวันนั้น เน้นการกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ตั้งแต่ตอนเหนือจรดใต้ ไม่กระจุกตัวอยู่พียงเมืองใดเมืองหนึ่ง และให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมลุกขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการร่วมคิดร่วมสร้างและดูแล โดยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่อยอดขึ้นมาจากรากเหง้าและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่นั่นเอง

ถ้าประเทศไทยเดินตามแนวทางนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้นโยบายลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัดลง เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวจะไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเท่านั้น

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ ททบ.5

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท