
ปรับทัพเทศกิจยุคใหม่สวมบทปราบโจ๋แสบ
...อาทิตย์ เคนมี
ปัญหาเด็กนักเรียนช่างกลอาชีวะยกพวกตีกันที่กำลังฝุ่นตลบในขณะนี้ กลายเป็นปมปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ ที่หลายหน่วยงานต่างคิดหามาตรการล้อมคอกก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหม่
ยังไม่นับปัญหาเด็กท้องในวัยเรียน หนีเรียน มั่วสุม เสพยา ติดเกม ฯลฯ ที่ยังซุกอยู่ใต้พรมและรอการเยียวยาแก้ไขโดยเร่งด่วนไม่น้อยไปกว่าปัญหาฆาตกรอาชีวะ
หนึ่งในหน่วยงานที่กระโดดเข้ามาร่วมวงแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน คือ สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากเดิมเป็นที่รับรู้กันว่า เทศกิจคือคู่ปรับตัวฉกาจของบรรดาพ่อค้าแม่ขาย แต่ด้วยปัญหาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เทศกิจจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนภารกิจใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาสังคมในยุคปัจจุบัน
มานิต เตชอภิโชค รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การทำงานของเทศกิจยุคใหม่ว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เทศกิจมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ชอบรีดไถผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ทำให้ภาพลักษณ์ตกต่ำอย่างหนักในสายตาของประชาชน กระทั่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้มีนโยบายในการเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจ โดยเพิ่มบทบาทในการทำประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น
“
ท่านผู้ว่าฯ กทม. ต้องการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของเทศกิจให้เป็นมิตรกับประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่มัวแต่รีดไถแม่ค้าอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาร้องเรียนเรื่องนี้มาก” มานิต กล่าวหลายโครงการที่ริเริ่มไปก่อนหน้านี้ในสมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. เช่น โครงการเทศกิจอาสาจราจร เทศกิจพาน้องข้ามถนน เทศกิจเพื่อนชุมชน ถือเป็นโครงการนำร่องที่สามารถละลายพฤติกรรมของเทศกิจลงได้ระดับหนึ่ง
กระทั่งต่อมา พบว่าปัญหาเด็กหนีเรียน เด็กติดเกม ยกพวกทะเลาะวิวาท และมั่วสุมในทางชู้สาว เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดโครงการ
“เทศกิจพิทักษ์นักเรียน” ทำหน้าที่สอดส่องดูแลความประพฤติของเด็กนักเรียนทั่ว กทม. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546มานิต กล่าวว่า เดิมทีผู้ที่มีหน้าที่สอดส่องดูแลพฤติกรรมเด็กนักเรียนเป็นหน้าที่ของสารวัตรนักเรียนโดยตรง แต่เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ กระทรวงศึกษาธิการจึงขอความร่วมมือกับ กทม. และมีการลงนามเอ็มโอยูเพื่อจัดทำหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่ตามโครงการเทศกิจพิทักษ์นักเรียน
“
กทม.จะคัดเลือกเจ้าหน้าที่เทศกิจปีละ 200 คน จากทั้งหมดอยู่ 3,000 คน เพื่อเข้าฝึกอบรมเป็นเวลา 3 วัน หลังผ่านหลักสูตรแล้วจะถูกส่งไปประจำการตามจุดล่อแหลมต่างๆ ทั่วพื้นที่ กทม. ทั้ง 50 เขต เช่น สวนสาธารณะ ศูนย์การค้า สถานบันเทิง ร้านเกมอินเทอร์เน็ตเทศกิจพิทักษ์นักเรียนจะสวมปลอกแขนเป็นสัญลักษณ์และจะไม่พกพาอาวุธ เมื่อจับกุมนักเรียนที่กระทำผิดได้จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางโรงเรียนต้นสังกัดดำเนินการต่อ รวมทั้งอาจมีการเชิญผู้ปกครองมารับทราบพฤติกรรมของบุตรหลาน
” มานิต กล่าวทั้งนี้ หลังมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พบสถิติที่น่าสนใจว่า ในพื้นที่สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยซอกหลืบและสุมทุมพุ่มไม้ นับเป็นจุดนัดพบสำคัญของเด็กนักเรียนจำนวนมากที่หนีเรียนมาเที่ยวเตร็ดเตร่ บ้างมากันเป็นกลุ่มก๊วน บ้างก็จับคู่พลอดรักกันใต้ร่มไม้ ซึ่งสายตรวจเทศกิจจะขับรถกอล์ฟคอยกวดจับเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ให้เข้ามามั่วสุมในช่วงเวลาเรียน
รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ บอกอีกว่า หากเกิดสถานการณ์เด็กยกพวกตีกัน เจ้าหน้าที่เทศกิจจะใช้วิธีปฏิบัติการด้วยการเป่านกหวีดไล่ เนื่องจากเทศกิจไม่พกพาอาวุธ ซึ่งอย่างน้อยก็มีผลในทางจิตวิทยา ทำให้เด็กนักเรียนแตกตื่นและแยกย้ายสลายตัวจากจุดเกิดเหตุได้
มานิต ยอมรับว่า แม้จะมีการปรับปรุงภาพลักษณ์การทำงานของเทศกิจให้เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น แต่ปัจจุบันพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่หลายรายก็ยังคงใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่มิชอบ เช่น การข่มขู่รีดไถกลุ่มผู้ค้า ซึ่งถือเป็นปลาเน่าแฝงอยู่ในองค์กร ยากจะปราบปรามให้หมด แม้จะอบรมปลูกฝังจิตสำนึกและคุณธรรมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทุกคน แต่ก็ไม่สามารถควบคุมความประพฤติได้ทั้งหมด
“
เจ้าหน้าที่เทศกิจแทบทั้งหมดเป็นลูกจ้างชั่วคราว ไม่เหมือนกับข้าราชการประจำที่ไม่อยากเสี่ยงกับตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง แต่หากมีการร้องเรียนเข้ามาและสอบสวนพบว่าผิดจริง ก็จะไล่ออกทันที” มานิต กล่าว






