posttoday
ประเทศไทย 4.0 หมดเวลาพูด ถึงเวลาทำ

ประเทศไทย 4.0 หมดเวลาพูด ถึงเวลาทำ

07 เมษายน 2560

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล ที่ปรึกษา รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 2ประเทศกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่โรดแมประยะสุดท้ายของ คสช. นั่นคือการวางแผนส่งต่อการบริหารสู่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้พยายามอย่างยิ่งมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยใช้รหัสพิเศษว่า “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จด้านการกระตุ้น จูงใจ และทำให้คนส่วนใหญ่สนใจมองเศรษฐกิจทั้งระบบมากกว่ามองแยกส่วน สังเกตได้จากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องระบบภาษี เรื่องความเป็นธรรมทางการค้า การพูดถึงซีแอลเอ็มวีจริงจังมากขึ้น เรื่องการมองไปข้างหน้าทั้งระบบการค้าแบบใหม่แบบเก่า มีการนิยามคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในด้านเศรษฐกิจและยึดครองหน้าข่าวสารสื่อ ทั้งสื่อปกติและสื่อแบบใหม่สำหรับผู้เขียนแล้วถือเป็นความสำเร็จแบบหนึ่งที่ทำให้ประชาชนหันความสนใจออกจากเรื่องการเมืองแบบที่ผ่านๆ มาหลายสิบปี จนลืมไปว่าประเทศทั้งประเทศไม่ได้มีมิติเรื่องการเมืองประการเดียว เศรษฐกิจของประเทศคือเรื่องที่หยุดไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากรูปแบบใด เพราะส่งผลสูงต่อความสามารถในการแข่งขันของประ

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล ที่ปรึกษา รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 2

ประเทศกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่โรดแมประยะสุดท้ายของ คสช. นั่นคือการวางแผนส่งต่อการบริหารสู่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้พยายามอย่างยิ่งมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยใช้รหัสพิเศษว่า “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จด้านการกระตุ้น จูงใจ และทำให้คนส่วนใหญ่สนใจมองเศรษฐกิจทั้งระบบมากกว่ามองแยกส่วน สังเกตได้จากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องระบบภาษี เรื่องความเป็นธรรมทางการค้า การพูดถึงซีแอลเอ็มวีจริงจังมากขึ้น เรื่องการมองไปข้างหน้าทั้งระบบการค้าแบบใหม่แบบเก่า มีการนิยามคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในด้านเศรษฐกิจและยึดครองหน้าข่าวสารสื่อ ทั้งสื่อปกติและสื่อแบบใหม่

สำหรับผู้เขียนแล้วถือเป็นความสำเร็จแบบหนึ่งที่ทำให้ประชาชนหันความสนใจออกจากเรื่องการเมืองแบบที่ผ่านๆ มาหลายสิบปี จนลืมไปว่าประเทศทั้งประเทศไม่ได้มีมิติเรื่องการเมืองประการเดียว เศรษฐกิจของประเทศคือเรื่องที่หยุดไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากรูปแบบใด เพราะส่งผลสูงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งประเทศ ทั้งปัจจุบันนี้และวันข้างหน้า จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสนใจกับระบบเศรษฐกิจ และไม่พยายามทำอะไรให้เกิดผลเสีย แม้รู้ทั้งรู้ว่าการมาจากระบบพิเศษทำให้มีข้อจำกัดมากมายในการสร้างความขยายตัวทางเศรษฐกิจและการยอมรับจากนานาชาติ เป็นการแบกรับปัญหามากกว่ารัฐบาลปกติ

ในเรื่องเศรษฐกิจ ผลของระบบเศรษฐกิจในวันนี้ คนจำนวนไม่น้อยได้วิพากษ์วิจารณ์ ในช่วงต้นของรัฐบาลนโยบายการเน้นการเจริญเติบโตไม่ได้มีผลมากนัก เพราะเป็นวงจรปกติของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง จึงคาดหวังให้รัฐบาลใช้อำนาจแก้ปัญหา “ความไม่สมดุล” มากกว่าปัญหาความเติบโต เพื่อลดความบีบคั้นในช่วงเวลาที่ประเทศจะเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจขาลง สิ่งที่รัฐวางแผนไว้คือการใช้หัวจักรใหญ่ด้านการส่งออก ดึงระบบทั้งระบบขึ้นมาเป็นลูกโซ่ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรับทราบแนวคิดนี้อย่างดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมดจะยอมรับ เพราะในมุมหนึ่งหัวรถจักรใหญ่ก็ย่อมได้ประโยชน์ไปก่อนคนอื่นๆ แต่ “คนอื่นๆ’’ นั้นมีจำนวนมากกว่าหลายพันเท่า สิ่งที่หลายฝ่ายเตือนด้วยความปรารถนาดีมาตลอดคือ “ความไม่สมดุลจะเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้น’’

แน่นอนว่าการลงทุนภาครัฐยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่จะประคองเศรษฐกิจให้ไปได้ ภาคท่องเที่ยวยังเป็นความหวังได้ เพราะเป็นเม็ดเงินที่มีการกระจายตัวได้ดี ทางตรง ไม่ต้องผ่านกลไกใดๆ มาก ส่วนการส่งออกคาดว่าน่าจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดเรื่องสิ่งเหล่านี้คำถามที่ควรพ่วงมาด้วยทุกครั้งคือ “ใครได้ประโยชน์ มีการกระจายตัวอย่างไร คนส่วนใหญ่จะได้หรือไม่?” เป็นคำถามที่ขยายมิติทางเศรษฐศาสตร์ ที่แต่เดิมเน้นการเติบโต สู่มิติใหม่ๆ คือความเป็นธรรม การได้เปรียบเสียเปรียบ เป็นการขยายที่จับต้องได้มากขึ้นและเปรียบเทียบได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้สังคมรู้สึกตัวมากขึ้นว่าเราจะไม่สามารถอยู่ร่วมกัน โดยมองทุกอย่างเป็นตัวเลขรวมๆ ได้ สังคมสะท้อนเรื่องนี้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นธรรมชาติเช่นกันเมื่อรัฐบาลที่มีการเริ่มต้นด้วยความคาดหวังของคนที่สูงมาก เมื่อไม่แตะความคาดหวังนั้น ประชาชนก็เริ่มตั้งคำถาม

ทีมงานเศรษฐกิจน่ามองปรากฏการณ์เหล่านี้ให้ผูกพันกับคะแนนนิยมของรัฐบาลมากขึ้น การเร่งการกระจายงบประมาณ การให้กลไกท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยทำงาน การลดขั้นตอนเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก การลดท่าทีที่แข็งกร้าวในการสื่อสารเชิงนโยบาย จากเดิมที่ไปทางการใช้กฎหมายอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าเรื่องการปฏิรูปภาษี การจัดระบบสถาบันการเงินนอกรูปแบบ ด้วยการอิงการบังคับใช้กฎหมายอาญากับธุรกิจจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบ การสื่อสารอันแข็งกร้าวเหล่านี้ยิ่งสร้างปัญหาด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของรัฐหรือของข้าราชการ และเป็นตัวแทนรูปแบบหนึ่งของประชาชนที่หนุนรัฐบาลนี้เพื่อให้มาหยุดความขัดแย้งชั่วคราว เพื่อให้ธุรกิจของตนไปได้ ไม่กระทบอย่างรุนแรงในช่วงแห่งความขัดแย้ง คนเหล่านี้เริ่มต้นกับรัฐบาลนี้ในลักษณะนี้ทั้งนั้น เขาคือคนที่คาดหวังจากรัฐ และยอมรับรัฐบาลนี้อยู่แล้ว การใช้กระบวนการจูงใจ การหาทางออกในการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องร่วมกันคือสิ่งที่พึงทำมากกว่า

นอกจากนั้นควรตรวจสอบ นโยบายรหัสพิเศษ “ประเทศไทย 4.0 พร่อง-เติม พอ-หยุด เกิน-ปัน” และค้นหาว่ากลไกในระบบส่วนใดยังไม่ทำงานตามนี้บ้าง บางทีคำพูดที่ออกมาได้เฉียบคม โดนใจสังคมทั้งสังคมขนาดนี้ แต่ความเป็นจริงในระบบกลับสวนทางมาตลอด ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ผิดหวัง “พร่อง เติม พอ หยุด เกิน ปัน” ใครต้อง เติม ใครต้อง หยุด ใครต้อง ปัน? หากตอบคำถามนี้ได้ ไม่แน่ว่าอาจทำให้ภาคธุรกิจแท้จริงจำนวนมากในประเทศมีกำลังใจ ได้เริ่มทำงาน เริ่มลงทุน พร้อมๆ ไปกับรัฐบาลในเวลาที่เหลืออยู่ และจะถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของรัฐบาลพิเศษนี้ได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจสู่ความสมดุล และที่สำคัญได้จิตใจประชาชน เศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่เดินไปได้ ไม่มีอะไรจะกระทบกระเทือนรัฐบาลและการส่งผ่านได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท