posttoday
รื้อดอดด์-แฟรงก์  ไม่ช่วยปลดล็อกแบงก์

รื้อดอดด์-แฟรงก์ ไม่ช่วยปลดล็อกแบงก์

07 เมษายน 2560

หลังลงนามในคำสั่งพิเศษให้ทบทวนกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ (Dodd-Franks Act)

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังลงนามในคำสั่งพิเศษให้ทบทวนกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ (Dodd-Franks Act) ที่จะเปิดทางให้ภาคธนาคารกลับไปออกขายและลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้อีกครั้งไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ กลับมาให้ความสนใจกับกฎหมายนี้อีกครั้ง

ทรัมป์ให้คำมั่นจะดำเนินการ “ยกเครื่อง” ครั้งใหญ่ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะด้านการปล่อยสินเชื่อที่ภาคธนาคารสหรัฐต้องเผชิญในช่วงก่อนหน้า นับตั้งแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับเมื่อเดือน ก.ค. 2010 โดยกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อควบคุมไม่ให้ภาคธนาคารเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤตการเงินทั่วโลกเมื่อปี 2008

“คุณดูสิว่าคนของรัฐอยู่ทั่วแบงก์เต็มไปหมด พวกเขากุุมบังเหียนแบงก์ และบรรดาแบงก์ก็กลัวหน่วยงานกำกับดูแลจนขยับตัวทำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้น เราจะตัดแต่งทรงกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ครั้งใหญ่ แม้ว่าเราต้องการกฎการกำกับดูแลที่เข้มแข็งก็จริง แต่ต้องไม่ใช่กฎที่ทำให้แบงก์ปล่อยกู้เพื่อสร้างการจ้างงานไม่ได้” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความพยายามปรับแก้ดอดด์-แฟรงก์ของทรัมป์ ยังไม่ใช่ทางออกที่ตรงจุดในการเพิ่มความสามารถปล่อยกู้ของภาคธนาคารเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า กฎหมายดอดด์-แฟรงก์ที่ควบคุมภาคธนาคารอย่างเข้มงวด ทำให้บรรดาธนาคารดำเนินการปล่อยกู้ได้ยากขึ้น โดย บาร์นีย์ แฟรงก์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแมสซาชูเซตส์ ผู้ร่วมร่างกฎหมายดังกล่าว เปิดเผยว่า วงเงินสินทรัพย์ภาคธนาคารซึ่งต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดกำหนดไว้ต่ำเกินไปที่ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 ล้านล้านบาท) พร้อมเสนอว่าวงเงินควบคุมดังกล่าวควรเพิ่มอยู่ที่ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.32 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ดี ซีเอ็นบีซี เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์สัญชาติสหรัฐเพียง 35 จาก 6,500 แห่ง ที่เข้าเกณฑ์ถูกคุมเข้มสินทรัพย์ที่ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 ล้านล้านบาท)

ขณะที่การควบคุมสินทรัพย์ภาคธนาคารอย่างเข้มงวดก็ไม่ได้สกัดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ โดย อานัต อัดมาตี สมาชิกคณะที่ปรึกษาทางการเงินของสถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐ เปิดเผยว่า ธนาคารยังมีทางเลือกในการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อนำมาปล่อยกู้ และหากธนาคารเลือกไม่ให้กู้ นั่นเป็นเพราะมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

นอกจากนี้ ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารที่ขยายตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยังสวนทางกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ด้วยเช่นกัน

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 72 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ย. 2016 ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินด้วยซ้ำ โดยในปี 2007 ยอดการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารอยู่ที่ 1.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39 ล้านล้านบาท)

ข้อมูลยังระบุว่า แม้หลังเริ่มใช้ดอดด์-แฟรงก์ ยอดการปล่อยสินเชื่อให้ภาคธนาคารปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฟดเปิดเผยว่า ในปี 2012 ยอดการปล่อยกู้พุ่งขึ้น 12% อีกทั้งเพิ่มขึ้น 7% และ 12% ในปี 2013 และ 2014 ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า ดอดด์-แฟรงก์ ไม่ได้จำกัดการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารเลยตามที่ทรัมป์กล่าวอ้างไว้

“การปล่อยสินเชื่อกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง” มาริอาน เลค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของธนาคารเจพี มอร์แกน กล่าว โดยเจพี มอร์แกน ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อปรับตัวขึ้น 10% ไปอยู่ที่ 8.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 27 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016

เช่นเดียวกับ แบงก์ออฟอเมริกา ที่ยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งหมดขยายตัว 1.1% อยู่ที่ 9.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31 ล้านล้านบาท) แม้กระทั่งเวลส์ฟาร์โก ซึ่งเผชิญข่าวอื้อฉาวบั่นทอนชื่อเสียง ยังมียอดการปล่อยกู้ที่เพิ่มขึ้น 5.6% คิดเป็น 9.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท)

ด้านแฟรงก์เองที่แม้จะมองว่า ดอดด์-แฟรงก์กำหนดวงเงินการควบคุมสินทรัพย์ต่ำเกินไป ยังมองว่า ทรัมป์ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวบั่นทอนความสามารถของภาคธนาคารในการปล่อยกู้ให้เอกชน

“การเรียกกฎหมายดังกล่าวว่าหายนะนั้นไม่สมเหตุสมผล เพราะเราเจอหายนะที่ว่าในระบบการเงินของภาคธนาคารสหรัฐจริง มันจะต้องปรากฏขึ้นมา ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้” แฟรงก์ กล่าว

นอกจากนี้ หากจะอ้างว่า ดอดด์-แฟรงก์สกัดการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจรายย่อย ก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงเช่นกัน เนื่องจากผลการสำรวจของเฟดเมื่อปี 2015 พบว่า 79% ของธุรกิจขนาดเล็กได้รับการอนุมัติสินเชื่อ สอดคล้องกับความเห็นของ ไบรอัน มอยนิฮัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแบงก์ออฟอเมริกา ที่เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจขยายตัวขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากการกู้ยืมจากธุรกิจขนาดกลางหลายปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขดังกล่าวอย่างชัดเจน 

ความพยายามยกเครื่องกฎหมายดอดด์-แฟรงก์รอบใหม่ของทรัมป์ โดยหวังว่าหากมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายดังกล่าว จึงไม่มีผลช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น การยกเลิกกฎหมายดังกล่าวยังอาจบั่นทอนความโปร่งใสของภาคธนาคาร เนื่องจากคือการเอาเกราะคุ้มกันระบบการเงินออกไป ซึ่งเป็นประเด็นหลายฝ่ายวิตกว่าอาจจุดชนวนวิกฤตการเงินรอบใหม่ขึ้นมาอีกในอนาคต และกลายเป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับทรัมป์ในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

แม้ทรัมป์ยืนกรานมาตลอดว่าต้องการปรับเปลี่ยนกฎหมายดังกล่าว เพราะดอดด์-แฟรงก์ ถือเป็นหายนะสำหรับภาคธนาคารในสายตาทรัมป์ แต่อนาคตของการปรับแก้กฎหมายดอดด์-แฟรงก์ก็ยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากนับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ยังไม่สามารถผลักดันให้รัฐบาลผ่านกฎหมายใดๆ ที่ทรัมป์หนุนหลังออกมาได้เลย แม้พรรครีพับลิกันครอบครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งสองสภาก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท