
แอดยิ้ม เน็ตเวิร์ก ดิจิทัลเอเยนซีของไทย
โฆษณาออนไลน์เติบโตตามเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเกาะอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โฆษณาออนไลน์เติบโตตามเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเกาะอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ขยายตัวตามไปด้วย โดยคาดว่ายอดโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ปีนี้จะมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท และเป็นโอกาสของผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์
“แอดยิ้มฯ” บริษัท คลิกทูบิซ เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออนไลน์ที่เริ่มต้นธุรกิจมาประมาณ 15 ปี แอดยิ้ม ก่อตั้งโดย ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง “แอดยิ้ม” (Adyim) โดยมีบริการหลัก 2 ส่วน ได้แก่ แอดยิ้ม เน็ตเวิร์ก (Adyim Network) และแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี (Adyim Online Agency) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านบริการดิจิทัลครบวงจร ทั้งแผนกลยุทธ์ ครีเอทีฟ ดีไซน์ โปรดักชั่น การซื้อสื่อออนไลน์และเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโฆษณาเว็บไซต์ (Ad Network)
ธนพล กล่าวว่า “แอดยิ้ม เน็ตเวิร์ก” (Adyim Network) ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับเว็บมาสเตอร์คนไทย ปัจจุบันเป็นเครือข่ายแบนเนอร์โฆษณา (ad network) รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จัดแบ่งหมวดหมู่ตามความสนใจของผู้เล่นอินเทอร์เน็ต ทำให้นักการตลาดเลือกลงโฆษณาในเครือข่ายเว็บไซต์ของแอดยิ้ม เน็ตเวิร์ก ที่มีสมาชิกเว็บไซต์ไทยกว่า 8,000 เว็บไซต์ มีลูกค้าทั้งแบรนด์ใหญ่-เล็ก ในหลากหลายอุตสาหกรรมและดิจิทัล เอเยนซีใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
“แอดยิ้มฯ” เริ่มเข้าสู่แวดวงการตลาดผ่าน Search Engine มากว่า 15 ปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเว็บไซต์ Google จึงมีความเข้าใจและองค์ความรู้ในเรื่องการทำ Search Engine จนผสานการทำ SEO กับ AdWords เข้าด้วยกัน ซึ่งในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างแท้จริงไม่มากนัก “แอดยิ้มฯ” จึงมั่นใจว่าจะสามารถการันตีผลลัพธ์การเสิร์ชให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้บริโภคพบเห็นเว็บไซต์ได้ง่าย พร้อมกันนี้ยังให้คำแนะนำหรือปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักการทำ SEO
ด้านการวางแผนกลยุทธ์เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อความเข้าใจพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อสินค้า พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลจุดอ่อน-จุดแข็งของคู่แข่ง และติดตามกิจกรรมการตลาดของลูกค้า เพื่อทำให้ทราบถึงผลลัพธ์ ของกิจกรรมทางการตลาดที่ผ่านมา แล้วจึงนำรายละเอียดทั้งหมดมาวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ ตั้งแต่การตั้งเป้าหมายของแคมเปญ วิธีการสื่อสาร ผ่านเครื่องมือที่ทันสมัย ตรงตามเทรนด์ผู้บริโภค ไปจนถึงการตั้ง KPI ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญออนไลน์ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางการตลาดทั้งในระยะยาวและระยะสั้นสอดรับกับแผนการตลาด Below the Line เพื่อให้การสื่อสารการตลาดที่ส่งไปถึงผู้บริโภคเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้สร้างรูปแบบการสื่อสารที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมได้ง่ายที่สุด มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ทำให้ Key Message ถูกส่งตรงไปถึงผู้บริโภคอย่างครบถ้วน ผลงานที่นำเสนอจึงตอบโจทย์ธุรกิจไม่ใช่แค่สร้าง Wow Campaign แต่ต้องเป็นความ Wow ที่นำไปสู่วัตถุประสงค์ของแคมเปญ ด้วยฝีมือของทีมงานครีเอทีฟที่มีประสบการณ์ในดิจิทัล เอเยนซีมากว่า 10 ปี สร้างสรรค์บริการทุกรูปแบบ ทั้ง Online Game, Webisode, Viral Videos และอื่นๆ อีกมากมาย
"บริการวางแผนซื้อสื่อของ “แอดยิ้มฯ” เริ่มต้นจากความเข้าใจผู้บริโภคและมีฐานข้อมูล (DATABASE) ที่แม่นยำตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงของใช้อินเทอร์เน็ต จึงทราบทำให้ทราบพื้นที่เว็บไซต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจจริง นำไปสู่การวางแผนสื่อที่มีประสิทธิภาพ คาดการณ์ผลลัพธ์ได้ก่อนที่จะเลือกซื้อสื่อ นอกจากนี้ “แอดยิ้มฯ” ยังมีบริการ Adyim Network ที่มีสมาชิกเป็นเว็บไซต์ไทยกว่า 8,000 เว็บไซต์ ที่เข้าถึงทุกๆ ไลฟ์สไตล์ ความสนใจของผู้คนในโลกออนไลน์ ในเรื่องการบริหารงบประมาณของลูกค้าเป็นไปด้วยความจริงใจ ไม่หมกเม็ด พร้อมบริการตรวจและรายงานผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยระบบ Tracking ที่เชื่อถือได้ ทำให้สามารถปรับแผนโฆษณาที่ใช้ได้ทันท่วงที"
ธนพล กล่าวว่า แนวโน้มตลาดดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งที่กำลังมาแรงและจะมีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทย มีทั้ง 1.แชตบอท (Chatbot) ที่เป็นระบบโต้ตอบการสื่อสารพูดคุยที่สามารถโต้ตอบกับลูกค้า และผู้ที่เข้ามาสอบถามข้อมูลได้ทั้งหมด โดยที่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าและโต้ตอบผ่านเว็บไซต์ หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ จะไม่ทราบว่าเป็นการโต้ตอบกับเอไอ หรือระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการพูดคุย
ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวในตลาดต่างประเทศนิยมใช้แชตบอทจำนวนมากขึ้นแล้ว และสามารถพัฒนาไปได้สูงมาก รวมถึงสามารถเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนขององค์กรได้ประมาณ 20-30% ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีหลายองค์กรใช้ระบบนี้แล้ว
2.โปรเกรสซีฟ เว็บ (Progressive Web) ที่เป็นระบบให้สามารถใช้งานในรูปแบบใกล้เคียงกับการมีแอพพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องโหลดแอพพิเคชั่นมาอยู่บนหน้าจอจำนวนมาก แต่การมีโปรเกรสซีฟ เว็บ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกอย่างมาก เช่น การมีจีพีอาร์เอสไว้สำหรับนำทางได้ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการของเว็บที่มีมากขึ้น
3.ไมโคร อินโฟรเลนเซอร์ (Micro Influencer) ที่เป็นรูปแบบของการทำตลาดให้กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากได้ทดลองใช้สินค้าและเกิดเป็นกระแส ผลการใช้สินค้าและบอกต่อกันต่อเนื่อง จึงกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มคนอ่านที่ติดตามข้อมูล โดยไมโคร อินเฟนเซอร์ จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น เมื่อเทียบกับอินเฟนเซอร์ที่เป็นบล็อกเกอร์ต่างๆ
4.การพัฒนาระบบมีเดีย (Media) ที่พัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ที่สนใจลงทุนในมีเดียต่างๆ ประเมินได้ว่าลงทุนในมีเดียใด หรือการเข้าไปลงทุนในดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งใดบ้างจะไม่ขาดทุน รวมถึงสามารถวัดผลกำไรของการลงทุนทั้งหมด ที่หากลงทุนแล้วเกิดปัญหาขาดทุน ระบบก็จะทำงานหยุดอนุมัติในการลงทุนต่อไป ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในการใช้เงินลงทุน
5.การเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซ (E-commerce) ที่มีแนวโน้มเติบโตและการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ตามกลุ่มลูกค้าในประเทศที่เปลี่ยนพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าออนไลน์จำนวนมากขึ้น การเข้ามาของ 4จี ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้รวดเร็ว เชื่อมั่นว่าแนวโน้มจะขยายตัวได้สูงในระยะยาวอย่างแน่นอน ทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่เสนอภาพให้เห็น แต่ยังมีแนวโน้มและเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามเทคโนโลยี
“ธนพล” กล่าวว่า ตลาดดิจิทัลในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลอย่างมากต่อภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาของประเทศไทย โดยตลาดรวมในไทยอุตสาหกรรมโฆษณาที่มีมูลค่าประมาณ 1.10 แสนล้านบาท ตลาดรวมติดลบประมาณ 10% แต่ตลาดที่โตสูงคือ สื่อดิจิทัล ที่มีมูลค่าประมาณ 1.12 หมื่นล้านบาท เติบโต 30-40% อีกทั้งมีข้อมูลระบุว่าพฤติกรรมคนดูข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่าโทรทัศน์ถึง 3 เท่าแล้ว
ส่วนสัดส่วนการใช้งบการตลาดจะอยู่ในสื่อทีวีประมาณ 70% และอยู่ในสื่อดิจิทัลประมาณ 10% แต่ในตลาดต่างประเทศและประเทศพัฒนาแล้วสัดส่วนการใช้งบจะอยู่ในสื่อดิจิทัล 30% เช่น ประเทศสหรัฐคาดว่าภายในปี 2 ปีข้างหน้า งบดิจิทัลจะมากกว่าสื่อทีวี
ทั้งนี้ ประเมินว่าภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ตลาดดิจิทัลจะเติบโตขึ้นได้อีก 2-3 เท่าตัว ส่วนตลาดรวมของดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต 30-40% เช่นเดียวกัน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง เพราะเป็นตลาดใหม่และยังมีขนาดที่เล็ก ซึ่งปัจจุบันประเทศที่มีมูลค่าทางด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในอาเซียนสูงสุด ได้แก่ อินโดนีเซีย รองลงมา ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ตามลำดับ
ส่วนจำนวนประชากรกับจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในแต่ละประเทศ เช่น ประเทศจีนมีประชากรประมาณ 1‚370 ล้านคน มีอัตราการใช้สมาร์ทโฟนประมาณ 41% มีตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งรวมอยู่ที่ 66 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในภูมิภาคอาเซียน ทุกประเทศมีประชากรรวมกัน 623 ล้านคน มีอัตราการใช้สมาร์ทโฟนอยู่ที่ 33.2% มูลค่าตลาดดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง มูลค่าประมาณ 3‚300 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมแผนรับมือตลาดดิจิทัลที่เติบโต ทั้งการยอมรับการเข้ามาของสื่อดิจิทัลและพร้อมปรับเปลี่ยนธุรกิจ เพื่อหาโอกาสเติบโตไปพร้อมกับกระแสของดิจิทัลให้ได้ รวมถึงบางธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากสื่อดิจิทัล จำเป็นต้องหาแผนธุรกิจไว้รับมือ หากไม่เร่งปรับตัว และหยุดนิ่งอยู่กับที่มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากแน่นอน







