posttoday
เทคโนโลยีพลิกโลกธุรกิจ แนะปรับรับอีคอมเมิร์ซ-สตาร์ทอัพ

เทคโนโลยีพลิกโลกธุรกิจ แนะปรับรับอีคอมเมิร์ซ-สตาร์ทอัพ

06 เมษายน 2560

กระแสเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนแทบทุกวินาที พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหันมาใช้ชีวิตอยู่บน

โดย...ปากกาด้ามเดียว

กระแสเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนแทบทุกวินาที พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหันมาใช้ชีวิตอยู่บน “โลกออนไลน์” มากขึ้น โฉมหน้าโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในระดับที่ยักษ์ใหญ่ก็ประมาทไม่ได้ ผู้ที่รู้ไม่เท่าทันและไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจต้องพ่าย เพราะปรับตัวไม่ทัน

ทั้งนี้ เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้จัดงานสัมมนาลูกค้า SCG Chemicals Digest ครั้งที่ 1/2017 ในหัวข้อ “Global Disruptive Technology” เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับอิทธิพลของเทคโนโลยีในวันนี้ที่มีต่อธุรกิจไทยและธุรกิจทั่วโลก เพื่อให้ผู้ฟังสามารถปรับตัวและรับมือความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

เนื้อหาจากงานสัมมนา SCG Chemicals Digest ครั้งนี้ น่าสนใจไม่น้อย เพราะได้กูรูในแวดวงออนไลน์อย่าง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุผู้ก่อตั้ง TARAD.com และ “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้ง 500 TukTuks มาตีแผ่เรื่องของเทคโนโลยีและแนวคิดสตาร์ทอัพที่พลิกโฉมธุรกิจในวันนี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์กล่าวว่า สตาร์ทอัพกำลังเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจเป็นอย่างมากและกลายเป็นรสชาติใหม่ของวงการธุรกิจ เพราะไม่มีใครรู้ว่าสตาร์ทอัพเหล่านี้กำลังทำอะไร บางครั้งรู้ตัวอีกที สตาร์ทอัพเหล่านั้นก็ระดมทุนใหญ่จนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว

เทคโนโลยีพลิกโลกธุรกิจ แนะปรับรับอีคอมเมิร์ซ-สตาร์ทอัพ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

“สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ยังมีรายได้มากในระดับเหนือความคาดหมาย เพราะผลตอบแทนของธุรกิจเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ 100 เท่า หรือ 1,000 เท่า แต่อาจมากในระดับเป็นหมื่นเท่า” ชลณัฐ กล่าว

ดังนั้น หากใครกำลังสนใจทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ ต้องศึกษาให้ดี โดยเฉพาะต้องเปลี่ยนแนวคิดการมองตลาด การมองหาโอกาส และหาบิซิเนสโมเดลที่เหมาะสมอีกด้วย

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจพลาสติก กระแสของธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำธุรกิจบนออนไลน์ น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจขึ้นรูปพลาสติก เพราะธุรกิจสตาร์ทอัพช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตและขายสินค้าอย่างรวดเร็วในปริมาณมาก ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจขึ้นรูปพลาสติก ควรปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับลูกค้าประเภทนี้ด้วย ให้เกิดความเร็ว มีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น มีการดีไซน์ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นต้น

ด้าน ภาวุธ พงษ์วิทยภานุผู้ก่อตั้ง TARAD.com วิเคราะห์ว่า เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจใน 3 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือ ช่วยพัฒนาการขายสินค้าต่างๆ เพราะโลกวันนี้ เข้าสู่ยุคที่การขายแบบเดิมอาจไม่เวิร์กอีกต่อไป ถัดมาคือ เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ธุรกิจมากขึ้น ในขณะที่ใช้จำนวนคนเท่าเดิม และสุดท้ายคือ ช่วยเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง ทำให้ตัวเองและทีมเก่งขึ้น

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นต่อเนื่องประมาณ 12% ต่อปี เมื่อเจาะรายละเอียดลงไป พบว่า มูลค่าการซื้อขายในธุรกิจ ต่อธุรกิจ (B2B) อยู่ที่ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ธุรกิจต่อลูกค้า (B2C) เช่น รีเทล ร้านค้าปลีก อยู่ที่7 แสนกว่าล้านบาท และธุรกิจต่อภาครัฐ (B2G) เช่น การจัดซื้อจัดจ้างการทำอี-ออกชั่น ประมาณเกือบ 4 แสนล้านบาท

“B2C เป็นตลาดที่เติบโตสูงสุด ปีหนึ่งเกือบร้อยละ 40 เพราะคนหันมาใช้ชีวิตและซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ออนไลน์ยังกลายเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจที่สำคัญของคนไทย ส่งผลให้ปัจจุบัน ไทยมีมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในกลุ่ม B2C สูงที่สุดในอาเซียน” ภาวุธกล่าว

ขณะที่ในระดับโลก จีนนับเป็นประเทศที่มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซกลุ่มB2C สูงที่สุด เป็นประเทศที่น่ากลัวและกำลังท้าทายธุรกิจไทย เพราะสินค้าอี-คอมเมิร์ซจีนผลิตจากโรงงานในประเทศ แล้วส่งไปยังผู้บริโภคโดยตรง ทำให้มีราคาขายถูกมาก เช่น พวงกุญแจอันหนึ่ง มีราคาคิดเป็นเงินไทยเพียง 0.35 บาทเท่านั้น หลายๆ เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซจีนยังมีภาษาอังกฤษ และกำลังพัฒนาภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ผู้บริโภคจึงสามารถสั่งสินค้าจากจีนเข้ามาในไทยได้เลย ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ไทย

เทคโนโลยีพลิกโลกธุรกิจ แนะปรับรับอีคอมเมิร์ซ-สตาร์ทอัพ เรืองโรจน์ พูนผล

ถึงตรงนี้จะเห็นว่าจีนเป็นคู่แข่งที่ท้าทาย และกำลังดันสินค้าเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งทางไทยก็ต้องหาทางปรับตัวและรับมือกันไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือผู้ประกอบการไทยเองก็ต้องพาตัวเองไปสู่ตลาดส่งออก เพื่อไปหาโอกาสข้างนอกด้วย

ขณะที่ เรืองโรจน์ พูนผลผู้ก่อตั้ง 500 TukTuks กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ กล่าวว่าทั่วทั้งโลกขณะนี้เป็นยุคของสตาร์ทอัพ ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับการออกแบบให้โตได้หลายๆ เท่าต่อปีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ใช้เงินทุนตั้งต้นน้อย

ขณะที่ สตาร์ทอัพ ควรประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ คือ 1) เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพค้นพบ 2) เป็นธุรกิจที่หาไอเดียมาแก้ปัญหาเหล่านั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีการปรับวิธีคิด กระบวนการคิดบางอย่าง 3) เป็นธุรกิจที่เกิดจากการลองผิดลองถูก มีลักษณะธุรกิจแตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิม และ 4) เป็นธุรกิจที่เกิดจากความหลงใหล (Passion)

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพทั่วโลกได้พยายามท้าทายสมมติฐานพื้นฐาน ท้าทายธุรกิจยักษ์ใหญ่ดั้งเดิม เช่น ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ที่ก่อตั้งมา 125 ปี กำลังถูกสตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งท้าทาย ธุรกิจโรงแรมที่เคยต้องใช้เวลาก่อสร้างกัน 5 ปี ต้องหาทำเลที่ตั้งโรงแรมดีๆ ก็ถูกท้าทายด้วยสตาร์ทอัพที่ใช้คอนเทนเนอร์ที่มีมาตรฐาน มาสร้างเป็นโรงแรมให้เสร็จได้ภายใน 3 เดือน

“เมื่อก่อนบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้สนใจสตาร์ทอัพเลย เพราะช่วงแรกสตาร์ทอัพสินค้า (Product) ก็แย่ ผลประกอบการ (Performance) ก็ไม่ได้ แต่ซักพักนึง สินค้าดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โตขึ้นหลายเท่าจนมีอิทธิพลต่อทั้งอุตสาหกรรม” เรืองโรจน์ กล่าว

เรื่องของสตาร์ทอัพ และ Global Disruptive Technologyนำมาถกกันวันเดียว คงไม่จบ เนื้อหาจากงานสัมมนา SCG Chemicals Digest ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คิดตามให้ทัน เพื่อหาโอกาสติดปีก พลิกโฉมให้ธุรกิจตัวเองหมุนไปให้ทัน ในวันที่โลกดูจะหมุนไปไวกว่าเดิม

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์