posttoday
การเป็นชาติการค้ากับบทบาทใหม่ของรัฐ

การเป็นชาติการค้ากับบทบาทใหม่ของรัฐ

06 เมษายน 2560

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) กำหนดไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2579 ระบบเศรษฐกิจไทยจะต้อง มีความเป็นชาติการค้า

โดย...ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) กำหนดไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2579 ระบบเศรษฐกิจไทยจะต้อง “มีความเป็นชาติการค้าบนฐานการขยายตัวของการค้าส่งค้าปลีกและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น”

การเป็น “ชาติการค้าหมายถึงอะไร?” ชาติการค้าหมายถึงชาติที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยพิจารณาได้จากสัดส่วนมูลค่าของการค้าระหว่างประเทศต่อมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยทั่วไปแล้วประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดไม่ใหญ่นักและเป็นเศรษฐกิจที่เปิดจะมีลักษณะที่เป็นชาติการค้า เนื่องจากต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากขนาดของตลาดในประเทศมีขนาดที่จำกัด

ประเทศที่เป็นชาติการค้าอาจแบ่งออกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือชาติการค้าที่เน้นเฉพาะการค้ามาขายไปของสินค้า เนื่องจากไม่มีฐานการผลิตสินค้าในประเทศตนเองหรือมีน้อย เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการค้าระหว่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่สูงมาก คือ 3.8 เท่าในกรณีของฮ่องกง และ 2.5 เท่าในกรณีของสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นเกาะ มีพื้นที่น้อย จึงไม่มีการวางฐานการผลิตในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าและการส่งออกสินค้าในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ประเภทที่สอง คือ ชาติการค้าที่มีขนาดของเศรษฐกิจปานกลาง ทำให้มีภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ แต่สัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นชาติการค้าที่มีอุตสาหกรรมภายในประเทศจะสูงไม่เท่ากับในกรณีของชาติการค้าประเภทแรก เช่น เวียดนาม เนเธอร์แลนด์ มาเลเซีย และไทย

นอกจากนี้แล้ว ชาติการค้าประเภทที่สองดังกล่าว จะรวมถึงประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงที่มีภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง มีสินค้าที่เป็นที่รู้จักของตลาดโลกจำนวนมาก และมีขนาดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้สัดส่วนการพึ่งพาสินค้านำเข้าและส่งออกลดน้อยลง เช่น เกาหลีใต้ เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นชาติการค้าที่มีหรือไม่มีฐานการผลิตเป็นของตนเอง ประเทศเหล่านี้จะต้องมีความสามารถด้านการตลาด หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าจะต้อง “เก่งค้า” กล่าวคือ จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการของตลาดสินค้าในรายประเทศ กล่าวคือ จะต้องเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยม กำลังซื้อ พฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้า ฯลฯ ของลูกค้า นอกจากนี้แล้ว ยังจะต้องรู้จักทั้งคู่แข่งและคู่ค้าในตลาดอีกด้วย ดังนั้น บทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจเอกชนจะต้องมีการปรับเปลี่ยน จากเดิมที่เป็นการพยายามในการหาตลาดให้แก่สินค้าที่ผู้ประกอบการในประเทศผลิตขึ้นมาเป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพตลาดในรายสินค้าในต่างประเทศ เพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้

จากยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการค้า เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ทีดีอาร์ไอดำเนินการศึกษานั้น พบว่าประเทศที่เป็นชาติการค้า “แนวหน้า” เช่น เกาหลีใต้ ชิลี และออสเตรเลีย ล้วนมีหน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่มีข้อมูลด้านการตลาดเชิงลึกในรายสินค้าและในรายประเทศ ที่สามารถให้การสนับสนุนผู้ส่งออกและผู้ลงทุนได้ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของตลาดสินค้า คู่แข่งในตลาดจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ (สินค้านำเข้า) จุดอ่อน จุดแข็งของคู่แข่งแต่ละราย กฎ ระเบียบ หรือปัจจัยต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการรายใหม่ รายชื่อบริษัทในประเทศที่อาจเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนหรือภาคีทางธุรกิจ ใครเป็นใครในอุตสาหกรรม  (Who is who) กฎระเบียบการค้าการลงทุนและโอกาสการลงทุน เป็นต้น

แต่เนื่องจากการทำรายงานด้านการตลาดเชิงลึกดังกล่าวต้องใช้ทรัพยากรมาก ทั้ง KOTRA ProChile หรือ Austrade จึงมีการแบ่งแยกลักษณะของบริการ ส่งเสริมออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการให้บริการส่งเสริมในลักษณะ “ทั่วไป” เช่น การจัดนิทรรศการ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ และแนวนโยบายทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า กฎระเบียบเกี่ยวกับการค้า การลงทุนและการประกอบธุรกิจ โดยไม่ได้เจาะจงในรายสินค้า ประเภทที่สอง คือ การให้บริการข้อมูลด้านการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง (รายสินค้า/รายประเทศ) ซึ่งมีการคิดค่าบริการตามต้นทุนสำหรับลูกค้าที่ต้องการข้อมูลรายตลาดสินค้าในเชิงลึก ในกรณีของ Austrade นั้นหากการร้องขอให้มีการประเมินตลาดดำเนินการโดยสมาคมการค้าเพื่อสมาชิกจะไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่หากเป็นคำร้องขอของบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะจะมีค่าบริการ

อนึ่ง การคิดค่าธรรมเนียมตามต้นทุนทำให้สามารถประเมินคุณภาพของรายงาน ตลาดที่หน่วยงานส่งเสริมภาครัฐจัดทำขึ้นได้ เพราะหากข้อมูลด้านการตลาดไม่ลึกหรือไม่ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ธุรกิจเอกชนก็จะไม่เลือกที่จะใช้บริการของหน่วยงานภาครัฐ โดยอาจเลือกใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษาเอกชน ที่แม้จะมีราคาที่สูงกว่าหากแต่มีข้อมูลด้านการตลาดที่ลึกและครอบคลุมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้หน่วยงานที่จัดทำรายงานว่าจะต้องมีการปรับปรุงรายงานด้านการตลาดให้ดีขึ้น เพื่อที่จะสามารถเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจไทยได้ในทางปฏิบัติ

การปรับเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการค้าและลงทุนที่ให้ความสำคัญแก่ข้อมูลการตลาดมากขึ้น มีนัยสำคัญต่อแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมในต่างประเทศ ที่จะต้องพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดในรายสินค้าในเชิงลึก โดยต้องเข้าไปเชื่อมต่อกับแวดวงธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายในรายสาขา สินค้าหรือบริการมากขึ้น เพื่อที่จะได้ข้อมูลเชิงลึกหรืออาจจะต้องทำการสำรวจเพื่อได้ข้อมูลปฐมภูมิที่จำเป็น นอกจากนี้แล้ว ควรมีการกำหนดรูปแบบ (Template) ของรายงานด้านการตลาดเชิงลึกที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีการกำหนดรูปแบบร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ สมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สมาคมไทยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสมาคมการค้า สมาคมธุรกิจรายสาขา ฯลฯ เมื่อมี Template ดังกล่าวแล้ว มาตรฐานของรายงานตลาดของสำนักส่งเสริมในทุกประเทศจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถสร้างฐานข้อมูลด้านการตลาดในรายสินค้าในต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ

ในกรณีที่หน่วยงานส่งเสริมของรัฐขาดทักษะ หรือขาดบุคลากรที่ประจำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดสำนักงาน ทำให้ไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทำรายงานด้านการตลาดในเชิงลึกได้ รัฐอาจมีทางเลือกในการให้เงินสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการว่าจ้างบริษัทเอกชนศึกษาตลาดในต่างประเทศแทนก็ได้

สุดท้าย ไม่ว่ารัฐไทยจะเลือกที่จะทำข้อมูลด้านการตลาดในเชิงลึกเองหรือจ้างบริษัทเอกชนทำ และจะคิดค่าธรรมเนียมอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือ ผู้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมจะต้องตระหนักว่าในการเป็น “ชาติการค้า” นั้น การตลาดต้องเป็นตัวนำการผลิตเป็นตัวตาม ดังนั้น ข้อมูลด้านการตลาดจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งแก่ภาคการค้าระหว่างประเทศของไทย และเพื่อให้ข้อมูลด้านการตลาดที่รัฐจัดหาเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจเป้าหมายจริง ควรมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่งเสริมและภาคเอกชนในการกำหนดรายละเอียดของข้อมูลด้านการตลาดที่รัฐควรจัดเก็บ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์