posttoday
แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

06 เมษายน 2560

เข้าใจเจตนาดีของรัฐบาล ในความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน ลดปัญหาอุบัติเหตุ

เข้าใจเจตนาดีของรัฐบาล ในความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน ลดปัญหาอุบัติเหตุ จึงออกคำสั่งโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 บังคับให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รวมทั้งรถกระบะต้องใช้บรรทุกสิ่งของเพียงอย่างเดียว ห้ามให้คนนั่งอย่างเด็ดขาด ดีเดย์เริ่มใช้จับจริง ปรับจริง 5 เม.ย.นี้

สำหรับข้อบังคับนี้จะใช้ควบคู่กับ พ.ร.บ.รถยนต์ ปี 2522 เกี่ยวกับการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ซึ่งจัดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มแรก คือ กลุ่มรถเก๋ง รถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถกระบะ 4 ประตู ถ้าจดทะเบียนก่อน ม.ค. 2531 จะไม่มีเข็มขัดนิรภัย จดทะเบียน 1 ม.ค. 2531-1 ธ.ค. 2553 มีเฉพาะที่นั่งคนขับ และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2554 จะมีเข็มขัดทุกที่นั่ง

กลุ่มที่ 2 รถตู้ส่วนบุคคล จดทะเบียนเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ก่อน 1 ม.ค. 2537 จะไม่มีเข็มขัด แต่ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2555 จะมีเข็มขัดทุกที่นั่ง เพราะฉะนั้นรถที่จดทะเบียนหลังปี 2555 จะต้องรัดเข็มขัดทุกที่นั่ง

กลุ่มที่ 3 ปิกอัพ สองแถว ที่มีด้านหลังเป็นที่นั่งและที่บรรทุก กฎหมายบอกว่าให้บรรทุกสิ่งของและสัตว์ ห้ามคนนั่ง โดยบังคับให้รัดเข็มขัดเบาะนั่งคู่หน้า กลุ่มที่สี่ รถสี่ล้อเล็กหรือรถกะป๊อ ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2555 บังคับให้รัดเข็มขัด 2 คนหน้า

ในความเป็นจริง พ.ร.บ.รถยนต์ ปี 2522 ได้กำหนดเรื่องการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยไว้แล้ว รวมทั้งได้กำหนดข้อห้ามคนนั่งในแค็บเช่นเดียวกัน แต่มีไว้สำหรับบรรทุกสิ่งของ ขณะเดียวกันใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ก็ห้ามคนนั่งท้ายกระบะเช่นเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยกระทำตามข้อกฎหมาย อาจจะด้วยความไม่รู้ หรือเป็นความต้องการใช้รถที่ซื้อมาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ก็เป็นไปได้

แต่เมื่อประกาศใช้มาตรา 44 เพิ่มความเข้มข้นในการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ต้องตรวจตรามากขึ้น เพราะจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่มักจะมีผู้บาดเจ็บ ล้มตายจากอุบัติเหตุ และความประมาทเพิ่มขึ้นทุกปี จึงเป็นเจตนาดีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการแก้ปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี แต่ถือว่ายังแก้ปัญหาไม่ถูกจุดซะทีเดียว

อย่างที่เขียนไปข้างต้น มีข้อกำหนดอยู่แล้วตามกฎหมาย ที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ผ่านมาเคยกวดขันในเรื่องนี้หรือไม่ หรือ รู้หรือไม่ว่าในกฎหมายกำหนดว่าการนั่งในแค็บมีความผิด แต่จากการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ จนเกิดเป็นพฤติกรรมของประชาชน แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้รู้กฎหมายก็ไม่ได้ทำหน้าที่แจ้งให้ประชาชนทราบ

เหมือนอย่างกรณีก่อนหน้านี้ ที่ออกมารณรงค์ห้ามนั่งหลังรถกระบะ ถ้านั่งต้องมีหลังคาคลุม เมื่อเจ้าหน้าที่ออกมารณรงค์แจ้งให้ประชาชนทราบถึงวัตถุประสงค์และการบังคับใช้กฎหมาย ประชาชนก็พร้อมจะปฏิบัติตามและเห็นถึงประโยชน์ของมาตรการที่เกิดขึ้น

กรณีคำสั่งล่าสุดก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ โดยนำมาตรา 44 มาบังคับใช้ โดยที่ไม่ได้บอกกล่าว รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ล่วงหน้า ถึงเวลาลุกขึ้นมาจับ ปรับทันที สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จุดกระแสความไม่พอใจ สร้างความไม่เข้าใจในหมู่ประชาชน และอาจเกิดการต่อต้านขึ้นได้ ซึ่งสุดท้ายมาตรการดังกล่าวก็อาจไม่เกิดผลในทางที่ดีขึ้น แต่จะแย่ลงหรือไม่ต้องติดตามดูกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท