
"ไพบูลย์"เผยทั่วโลกจับตาไทยเปลี่ยนนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด
"พล.อ.ไพบูลย์" เผยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกจับตาไทยเปลี่ยนแปลงนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด
"พล.อ.ไพบูลย์" เผยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกจับตาไทยเปลี่ยนแปลงนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด
เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กรุงเทพฯ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุม เพื่อเปิดตัวรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ฉบับที่ 6 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม เช่น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นางรุธ เดรฟัส ประธานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด อดีตประธานธิบดีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงยุติธรรม
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่ประธานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ได้เลือกประเทศไทยเป็นเวทีในการเปิดตัวรายงานประจำปี ฉบับที่ 6 เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงผลักดันเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดมาตลอด และเห็นความมุ่งมั่นเปลี่ยนนโยบายยาเสพติดของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังจนทำให้นโยบายมีความโดดเด่น อีกทั้ง อยากให้สมาชิกที่ร่วมต่อสู้เรื่องนโยบายยาเสพติดมีความภาคภูมิใจว่าสิ่งที่ได้ต่อสู่กันมากว่า 2 ปี เป็นสิ่งที่เวทีโลกจับตา และที่ผ่านมา ไทยก็แสดงออกต่อเวทีโลกชัดเจนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดมาเป็นแนวทางใหม่ สำหรับรายงานฉบับที่ 6 นั้น ไม่แตกต่างกับสิ่งที่ไทยกำลังพยายามทำ อีกทั้ง ที่ผ่านมา ตนเคยถามแล้วว่า เราสามารถทำให้โลกของเราปราศจากยาเสพติดได้จริงหรือ ถ้าจริง ก็ทำไปแบบเก่าที่ทำกันมา 10 ปี หรือ 20 ปี ก็คือการปราบด้วยการเอาคนเข้าคุกเป็นหลายแสนคน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า แต่ถ้าบอกว่าไม่สามารถทำให้โลกของเราปลอดจากเสพติดได้ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ประเทศไทยทำสงครามยาเสพติดมากว่า 20 ปี และมีการสร้างการรับรู้ให้กับสังคมว่า คนเสพยาเสพติดเหมือนอาชญากรมาตลอดเวลา 20 ปี อีกทั้ง ส่วนตัวไม่เชื่อว่าโลกนี้จะปลอดยาเสพติด ซึ่งตนก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อ เมื่อตอนที่ตนยังดำรงตำแหน่งเป็น รมว.ยุติธรรม ว่า เราจะอยู่กับยาเสพติดได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะทำให้โลกนี้ปลอดยาเสพติดได้ ดังนั้น มันจึงต้องมีแนวทางใหม่ กระทั่งภูมิภาคอาเซียนประกาศว่านโยบายการปราบปรามยาเสพติดล้มเหลว โดยไทยเป็นประเทศที่ผลักดันให้อาเซียนเขียนยุทธศาสตร์ใหม่ 10 ปี โดยที่การปราบปราม การป้องกัน และการบำบัดยังต้องคงอยู่ แต่ต้องลดทอนความเป็นอาชญากรรมของยาเสพติดลง
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า โดยมีกฎหมาย 2-3 มาตรา ที่จะต้องพิจารณาโทษอย่างสมดุล อย่างเป็นจริง อย่างเหมาะสม และเป็นธรรม ซึ่งเราคุยเรื่องนี้กันในกระบวนการยุติธรรม ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเราก็ทำแล้ว ทั้งนี้ ปัจจุบันนโยบายยาเสพติดของไทยได้ปรับเปลี่ยนไปมาก เพียงแต่สังคมอาจยังไม่ได้รับรู้ โดยปัจจุบันเรากำลังทำกัญชงให้เป็นเรื่องถูกกฎหมายเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม แต่ยืนยันว่าไม่ใช่กัญชาแบบสุดโต่ง ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าใครสูบกัญชาและไม่ถูกจับ ซึ่งใครที่ค้าหรือมีกัญชาไว้ในครอบครองก็ยังต้องถูกลงโทษ
"เราพูดถึงกัญชาให้เป็นยาพื้นบ้านในวิถีชีวิต แต่ยังจับกุมผุ้ครอบครองรายใหญ่ เราเป็นแถวหน้าในการรณรงค์ป้องกันเอดส์ เราดูแลเข็มแต่ไม่แจกเข็ม ทำไปเยอะเพียงแต่ไม่ได้สร้างความเข้าใจและเรียนรู้ว่าเราจะเดินไปตามแนวทางนี้ ในอนาคตอยากเข็นยาบ้าให้เหลือ 5 บาท การลดทอนหรือทำให้ถูกกฎหมาย คือการลดอันตรายจากยาเสพติด วันนี้เชื่อว่าสังคมไม่ได้รังเกียจนโยบายแนวนี้ แต่ต้องการความมั่นใจว่านโยบายนี้จะเดินต่อไปอย่างไร ต้องให้มีความชัดเจนและทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะภาพที่ปรากฏยังมัวๆอยู่" องคมนตรี กล่าว
ด้าน นายชาญเชาวน์ กล่าวถึงกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ว่า มี 4 กรอบ ซึ่งประกอบด้วย 1.เน้นการป้องกันบำบัดฟื้นฟูไม่ให้มีการเสพซ้ำ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย ส่วนการปราบปรามเน้นผู้ค้ารายใหญ่และผู้ผลิต 2.เร่งพัฒนาระบบบำบัดให้มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงได้อย่างจำเป็น เท่าเทียม และบริการอย่างทั่วถึง 3.นำกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวคิดประชารัฐร่วมใจมาใช้ร่วมกัน โดยการนำผู้เสพมาบำบัด และส่งคืนสู่สังคม และ 4.ใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุกมาใช้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยการกำหนดโทษให้นำพฤติการณ์ผู้กระทำผิดมาประกอบการพิจารณาโทษ
นายชาญเชาวน์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังต้องพยายามอย่างหนักเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบสากลของรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด โดยต้องเร่งทำความเข้าใจเรื่องการลดทอนอาชญากรให้ชัดเจน สิ่งที่เดินหน้าไปแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกฎหมาย เน้นการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมารวมกันเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยจุดสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือศาลสามารถลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่ระบุในกฎหมายได้
"พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีมาตราสำคัญ คือ 163 ที่ระบุให้การพิจารณาโทษดูที่ความร้ายแรงของการกระทำผิดและพฤติการณ์เป็นรายกรณี ซึ่งศาลสามารถลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดได้ ตนเห็นว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติดต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นศาลยุติธรรมจึงเสนอให้แก้ไขพ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ฯให้จำเลยต่อสู้คดีได้โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้" ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว







