
1 ปี‘ปานามาเปเปอร์ส’ ปฏิรูปหนีภาษีโลกไม่คืบ
เมื่อวานนี้ เป็นวันครบรอบหนึ่งปีแห่งการแฉครั้งมหึมา “ปานามาเปเปอร์ส”
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เมื่อวานนี้ เป็นวันครบรอบหนึ่งปีแห่งการแฉครั้งมหึมา “ปานามาเปเปอร์ส” ของเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนระหว่างประเทศ (ไอซีไอเจ) โดยเป็นเอกสารมากกว่า 11 ล้านฉบับ แสดงการจัดตั้งบริษัทบังหน้าในพื้นที่ที่ได้ชื่อเป็น “แดนเลี่ยงภาษี” ผ่านความร่วมมือของบริษัทกฎหมายที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศปานามาที่ชื่อว่า “มอสแซ็ก-ฟอนเซกา” ซึ่งช่วยดึงความสนใจของมวลชนมายังปัญหาเลี่ยงภาษี ก่อนตามมาด้วยการสอบสวนและการอุดช่องโหว่เลี่ยงภาษีทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การพยายามเอาผิดผู้เลี่ยงภาษีกลับไม่เห็นความคืบหน้าเท่าที่ควร และการจัดการอุดช่องโหว่เลี่ยงภาษีกลับทำได้ยาก
จากข้อมูลของไอซีไอเจ ระบุว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทั่วโลกมากกว่า 70 ประเทศดำเนินการสืบสวน สอบสวน ไต่สวน และตรวจสอบ รวมกันมากกว่า 150 ครั้ง กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับปานามาเปเปอร์ส และยังทำให้ปานามาเข้าจับกุม รามอน ฟอนเซกา และเจอร์เกน มอสแซ็ก สองหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกฎหมาย มอสแซ็ก-ฟอนเซกา
ปานามาเปเปอร์สยังนำไปสู่การป้องกันการควบรวมกิจการเพื่อเข้าสู่ประเทศที่มีภาษีถูกกว่า (Tax Inversion) ซึ่งเป็นการเลี่ยงภาษี เช่น ในสหรัฐที่มีการตั้งกฎขวางดีลลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้การควบรวมกิจการระหว่างไฟเซอร์ บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐและอัลเลอร์แกน บริษัทผู้ผลิตยาจากไอร์แลนด์มูลค่า 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 ล้านล้านบาท) ล่มลงไปในกลางเดือน เม.ย. 2016
นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นกับความร่วมมือของทั่วโลกมากกว่า 100 ชาติ นำโดยโออีซีดีและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ในการร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกัน และเริ่มต้นในปี 2017 นี้ โดยแต่ละประเทศที่เข้าร่วมจะยินยอมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกิดขึ้นหากมีการร้องขอ
อย่างไรก็ตาม การจะสืบสวนเป็นรายบุคคลหลายพันรายนั้นทำได้ยาก เนื่องจากปานามาเปเปอร์สเป็นการเปิดเผยรายชื่อผู้ใช้บริการของมอสแซ็ก-ฟอนเซกา ช่วยเหลือการไปจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (ออฟชอร์) ในแดนเลี่ยงภาษีเท่านั้น จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จัดตั้งออฟชอร์จงใจเลี่ยงภาษี หรือมีการฟอกเงิน แต่อาจมีเจตนาบริสุทธิ์ที่ใช้ในการจัดตั้งบริษัท
กรณีโด่งดังต่อบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมหลังปานามาเปเปอร์สคือ กรณีของนายกรัฐมนตรี ซิกมุนเดอร์ เดวิด กุนลอส์สัน ของไอซ์แลนด์ ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งไปในที่สุด หลังไม่สามารถตอบคำถามต่อสื่อมวลชนกรณีที่ภรรยาจัดตั้งบริษัทออฟชอร์บนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน รวมถึงปิดบังการถือและขายหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้กับภรรยาระหว่างเข้ารับตำแหน่งในรัฐสภา
แม้กุนลอส์สันจะลงจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ในปัจจุบันกุนลอส์สันยังคงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไอซ์แลนด์ ขณะที่ จานี เบเนดิกต์สซัน ที่ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนกุลลอส์สัน มีรายชื่อติดอยู่ในปานามาเปเปอร์สด้วยเช่นกัน โดย เบเนดิกต์สซัน ใช้บริษัทออฟชอร์ในการถือหุ้นอพาร์ตเมนต์ 4 แห่งในดูไบ
นอกจากนี้ ความพยายามในการจัดการกับการหลีกเลี่ยงภาษีอาจประสบกับปัญหาอีกจากถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ประเทศแม่ของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งมีบริษัทจัดตั้งบริษัทออฟชอร์โดยความร่วมมือกับฟอนเซกามากถึง 1.13 แสนแห่ง หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งหมด โดยที่บริติชเวอร์จินไม่มีการเก็บภาษีขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงไม่มีภาษีสำหรับนิติบุคคลด้วย
อังกฤษเผชิญแรงกดดันจากเบร็กซิต ทำให้ต้องการปรับลดภาษีลงและโดนโจมตีอย่างหนัก โดยแม้ ฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษคนปัจจุบันจะวางแผนลดภาษีเหลือ 17% จากเดิมที่จอร์จ ออสบอร์น อดีตรัฐมนตรีคลังวางไว้ที่ 15% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจส่งผลต่อเขตปกครองอื่นๆ ที่ได้ชื่อเป็นสวรรค์เลี่ยงภาษีอยู่แล้ว
ทว่า ประเด็นด้านภาษีจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่อียูใช้กดดันอังกฤษในการเจรจาหย่า โดย สเวน กีโกลด์ สมาชิกสภายุโรปจากเยอรมนี ระบุว่า การเจรจาเบร็กซิตที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ควรหยิบยกแหล่งเลี่ยงภาษีในเขตปกครองของอังกฤษขึ้นโต๊ะเจรจาด้วย
นอกจากนี้ บรรดาสมาชิกสภายุโรปจากสเปนต่างเตรียมจะคัดค้านข้อเสนอหย่าระหว่างอังกฤษและอียูในทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับยิบรอลตาร์ ซึ่งแม้จะเป็นเขตปกครองของอังกฤษ แต่มีชายแดนติดอยู่กับสเปนและประชาชนพูดภาษาสเปน โดยพื้นที่ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในสวรรค์เลี่ยงภาษีจากภาษีนิติบุคคลต่ำ สร้างความไม่พอใจให้กับสเปนหลังเอกชนต่างเข้าไปตั้งบริษัทในพื้นที่ดังกล่าว
ความพยายามในการจัดการกับปัญหาเลี่ยงภาษีเริ่มต้นมาอย่างยาวนานก่อนการเปิดเผยปานามาเปเปอร์สเสียอีก แต่ความพยายามดังกล่าวยิ่งมากเท่าไร ช่องโหว่ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากเท่านั้น เช่น ในยุโรป ไอซีไอเจ ระบุว่า ในปี 2005 ที่ประกาศใช้ยูโรเปี้ยน เซฟวิ่ง ไดเรกทีฟ กฎหมายป้องกันการหลบเลี่ยงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและเลี่ยงการเสียภาษีของยุโรป ทำให้บริษัทที่ใช้บริการตั้งออฟชอร์กับฟอนเซกาเพิ่มขึ้นจาก 543 แห่ง ในช่วงปี 2003-2004 เป็น 1,814 แห่ง ในปีต่อมา
สำหรับความพยายามในการจัดการของสหรัฐที่เข้มข้นมาตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ไอซีไอเจ ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ช่วยจัดตั้งลดลงจริง แต่ไม่ได้หมดไป โดยธนาคารบางแห่งยกเลิกการเป็นตัวกลางช่วยจัดตั้งออฟชอร์ แต่ยังคงบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าที่เป็นบริษัทออฟชอร์ ขณะที่หลายรัฐในสหรัฐยังถือเป็นแหล่งหลบเลี่ยงภาษี เช่น รัฐเดลาแวร์ ไวโอมมิ่ง และเนวาดา
นอกจากนี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สหรัฐไม่ได้เซ็นเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีของโออีซีดี ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไล่ พรีท บารารา อัยการเขตแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก ซึ่งนำทีมสืบสวนการเลี่ยงภาษีปานามาเปเปอร์สในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา สร้างความกังวลว่าการสืบสวนอาจต้องหยุดชะงักลง
ไอซีไอเจยังคงดำเนินการสืบสวนการเลี่ยงภาษีต่อไป เช่นเดียวกับภาคส่วนอื่นๆ โดย มานอน ออบราย โฆษกของอ็อกซ์แฟม องค์กรต่อสู่กับความเหลื่อมล้ำ เปิดเผยว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษียังต้องดำเนินต่อไปและยังเหลือส่วนที่ยังไม่ได้แก้ไขอีกมาก
“ปานามาเปเปอร์สส่งมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับพวกเราในการต่อสู้กับการเลี่ยงภาษี ถ้าพวกเราไม่ลงมือในตอนนี้พวกเราจะพลาดโอกาสนั้นไป” ออบราย กล่าว







