posttoday
ส่งออกไทยเหนื่อย เจอคำสั่งทรัมป์ฟาดหาง

ส่งออกไทยเหนื่อย เจอคำสั่งทรัมป์ฟาดหาง

05 เมษายน 2560

มีความกังวลเกี่ยวกับคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order)

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

มีความกังวลเกี่ยวกับคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) ที่ให้ดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งแนวโน้มน่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงมากนัก แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือผลกระทบทางอ้อม เพราะคำสั่งนี้ถูกตีความว่าเป็นการเปิดศึกการค้าโดยตรงกับจีนที่อาจทำให้การส่งออกของไทยไปจีนลดลง และอาจนำไปสู่สงครามค่าเงินปะทุหนักขึ้น ขณะเดียวกันสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ก็อาจใช้คำสั่งของทรัมป์ครั้งนี้กดดันไทย ซึ่งหากไทยไม่ตอบสนองก็อาจถูกตอบโต้ทางการค้า

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มียอดรวมแล้ว 3,880 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 7.5% แต่ขณะเดียวกันไทยก็นำเข้าจากสหรัฐ 3,410 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 75.87% นอกจากนี้การส่งออกไทยไปสหรัฐมีสัดส่วนประมาณ 10% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยในสัดส่วนเพียง 1.36% ของการนำเข้ารวมของสหรัฐ หรืออยู่ในอันดับที่ 16

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่ากลุ่มสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐ ที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงและมีการขยายตัวมากมักจะขึ้นกับนโยบายการลงทุนโดยตรงจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์

ซึ่งหากดูสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐ จะพบว่าอันดับแรก คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รองลงมา คือ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี และเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าระยะสั้นเชื่อว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ขณะที่ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐไม่มาก และส่วนใหญ่สินค้าที่ส่งออกไปก็เพราะสหรัฐผลิตในต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากคำสั่งเรื่องการสืบสวนการขาดดุลการค้าแล้ว ทรัมป์ยังมีคำสั่งที่สอง คือ ให้รัฐบาลสหรัฐหาวิธีการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าที่มีการอุดหนุนจากรัฐบาลต่างประเทศหรือมีการทุ่มตลาด เช่น เหล็ก เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตร โดยให้เป็นไปตามเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก หรือ ดับเบิ้ลยูทีโอ

ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ออกรายงาน “อุปสรรคการค้าระหว่างประเทศ” ประจำปี 2017 โดยในส่วนของประเทศไทยมีหลายประเด็นที่สหรัฐเตรียมหยิบยกขึ้นในที่ประชุมองค์การการค้าโลก และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาทวิภาคีในการประชุมกรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน (ทีฟ่า)

ทั้งนี้ ตามรายงานดังกล่าว สหรัฐมีเป้าหมายจะให้ไทยยกเลิกการห้ามนำเข้าอาหารสัตว์ หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ที่มาจากเนื้อวัว ยกเลิกการห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐ การให้กรมศุลกากรไทยปฏิรูปกระบวนการขั้นตอนการนำเข้าสินค้ามาไทย และไทยยังมีประเด็นเรื่องปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในสินค้าประมง อ้อย สิ่งทอ ที่ยังอยู่กระบวนการแก้ไขยังไม่แล้วเสร็จ ที่เป็นจุดอ่อนให้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเจรจาต่อรองทางการค้ากับไทย

ที่ต้องติดตามคือจะมีการผนวกรายงานของยูเอสทีอาร์กับคำสั่งของทรัมป์ในเรื่องตอบโต้ทางการค้าหรือไม่ โดยในกรณีเลวร้ายที่สุดสินค้าไทยบางชนิดอาจถูกสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรืออุดหนุนตลาดด้วยการเรียกภาษีเพิ่ม (เอดี/วีซี) หรือถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีในสินค้าที่ไม่ได้มาจากการลงทุนโดยตรงจากสหรัฐ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐลดลงอยู่แล้ว ก็จะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น

หรือแม้แต่ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ปัจจุบันไทยอยู่ในบัญชีจับมองเป็นพิเศษ (พีดับเบิ้ลยูแอล) มาประมาณ 9 ปี หากปีนี้ไทยยังอยู่ในบัญชีเดิมเป็นปีที่ 10 ก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในสายตาต่างประเทศ กระทบต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดีพอ

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ยังห่วงผลกระทบทางอ้อมด้านอื่น โดยเฉพาะหากสหรัฐหมายตาว่าจะใช้มาตรการนี้ตอบโต้ทางการค้ากับจีน ก็อาจนำไปสู่การที่จีนจะลดการนำเข้าจากไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน จนส่งผลกระทบต่อยอดส่งออกปีนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นค่าเงินบาท อมรเทพ ระบุว่า ประเด็นค่าเงินบาทไม่ใช่เพราะผลการสืบสวนตามคำสั่งทรัมป์ ว่าไทยมีการบิดเบือนค่าเงิน หรือกระทำการใดๆ ให้สหรัฐขาดดุลการค้าที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่า การที่สหรัฐขาดดุลกับไทยมาจากการที่สินค้าผลิตในไทยถูกกว่าผลิตในโรงงานสหรัฐ หากสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ ก็เท่ากับส่งผลกระทบต่อบริษัทสหรัฐเอง

แต่ประเด็นค่าเงินจะมาจากสงครามค่าเงินระหว่างสหรัฐกับจีน เพราะนับจากเดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา จีนได้เสียแชมป์การเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐให้แก่ญี่ปุ่น จากการที่จีนเทขายพันธบัตรจำนวนมากเพื่อประคองค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าจากเงินไหลออกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 ซึ่งหากสหรัฐมีมาตรการการจัดเก็บภาษีนำเข้า อาจมีผลให้เกิดเงินไหลออกจากจีน หรือมีความกังวลอื่นใด ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ จะเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อนำเงินมาปกป้องค่าเงินได้ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย

จะเห็นได้ความกังวลเรื่องการสืบสวนของทรัมป์น่าจะส่งผลให้เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอีกเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่ทยอยแข็งค่าอยู่แล้วจากเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและตลาดพันธบัตร จนบาทเคลื่อนไหวที่ประมาณ 34.30-34.50 บาท/เหรียญสหรัฐในช่วงนี้  ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องหามาตรการต่างๆ มาลดทอนแรงกดดันไม่ให้บาทแข็งค่าไปมากกว่าระดับปัจจุบัน

โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้รายได้จากการส่งออกเมื่อทอนออกมาเป็นเงินบาทแล้วมีมูลค่าลดลง ส่งผลต่อเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยที่ลดลงตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีคำสั่งสอบสวนของทรัมป์ ผู้ส่งออกของไทยก็ยังปรับตัวต้องปรับตัวอย่างแรงและรวดเร็ว ต้องปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ให้ทันกับตลาดที่เปลี่ยนไป โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐออกมาให้มากมาย และแก้ไขขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเอกชน หากผู้ส่งออกปรับโครงสร้างได้ก็จะสามารถรับมือกับสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไปได้ทุกรูปแบบ ลดความกังวลต่อปัจจัยต่างประเทศที่ผันผวนมากขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท