
ของฝากจากมุมไบ (4)
บนลานกว้างหน้าประตูสู่อินเดีย ซึ่งทางซ้ายมือเป็นที่สถิตของอนุสาวรีย์สวามีวิเวกานันทะ หากมองไปทางด้านตรงข้าม ทางขวามือจะเห็นโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ โรงแรมห้าดาว ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของอินเดียในสมัยอาณานิคมที่มีไฟฟ้าใช้โรงแรมทันสมัยแห่งนี้สร้างโดยคนอินเดีย คือ จัมเศตจี ทาทา ผู้สถาปนากลุ่มธุรกิจทาทา ซึ่งเคยเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับหนึ่งของอินเดีย ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอื่นแซงหน้าขึ้นไปแล้ว แต่กลุ่มทาทาก็ยังอยู่ในอันดับสามของอินเดียจัมเศตจี ทาทา ได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งอุตสาหกรรมของอินเดีย”เล่ากันว่า จัมเศตจี ทาทา สร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นเพราะเขาเคยถูกรังเกียจห้ามเข้าไปในโรงแรมวัตสัน ซึ่งเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของคนอังกฤษในสมัยนั้น โรงแรมดังกล่าวมีป้ายห้ามไว้ชัดเจนว่า “เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น” (Whites Only) ไม่มีใครยืนยันว่าเรื่องราวที่เล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ เพราะ จัมเศตจี ทาทา ปฏิเสธว่าไม่จริง คงเพราะเขาไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นคนอาฆาตแค้นหรือเจ้าคิดเจ้าแค้น ข้อสำคัญคือไม่ต้องการแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับอังกฤษเจ้าอาณานิคมที่ปกครองอินเดียในเวลานั้นจึงมีอีกตำนานหนึ่งว่า จัมเศตจี ทาทา สร
บนลานกว้างหน้าประตูสู่อินเดีย ซึ่งทางซ้ายมือเป็นที่สถิตของอนุสาวรีย์สวามีวิเวกานันทะ หากมองไปทางด้านตรงข้าม ทางขวามือจะเห็นโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ โรงแรมห้าดาว ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของอินเดียในสมัยอาณานิคมที่มีไฟฟ้าใช้
โรงแรมทันสมัยแห่งนี้สร้างโดยคนอินเดีย คือ จัมเศตจี ทาทา ผู้สถาปนากลุ่มธุรกิจทาทา ซึ่งเคยเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับหนึ่งของอินเดีย ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอื่นแซงหน้าขึ้นไปแล้ว แต่กลุ่มทาทาก็ยังอยู่ในอันดับสามของอินเดีย
จัมเศตจี ทาทา ได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งอุตสาหกรรมของอินเดีย”
เล่ากันว่า จัมเศตจี ทาทา สร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นเพราะเขาเคยถูกรังเกียจห้ามเข้าไปในโรงแรมวัตสัน ซึ่งเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของคนอังกฤษในสมัยนั้น โรงแรมดังกล่าวมีป้ายห้ามไว้ชัดเจนว่า “เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น” (Whites Only) ไม่มีใครยืนยันว่าเรื่องราวที่เล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ เพราะ จัมเศตจี ทาทา ปฏิเสธว่าไม่จริง คงเพราะเขาไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นคนอาฆาตแค้นหรือเจ้าคิดเจ้าแค้น ข้อสำคัญคือไม่ต้องการแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับอังกฤษเจ้าอาณานิคมที่ปกครองอินเดียในเวลานั้น
จึงมีอีกตำนานหนึ่งว่า จัมเศตจี ทาทา สร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นตามคำเรียกร้องของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ออฟอินเดีย ที่ชี้แนะว่ามุมไบในเวลานั้นต้องการโรงแรมชั้นหนึ่งเพื่อเป็นศรีสง่าแก่อินเดีย
จัมเศตจี ทาทา เกิดเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2382 ที่เมืองนาฟสารีทางตอนใต้ของรัฐคุชราต เป็นบุตรของครอบครัวชาวอินเดียเชื้อสายปาร์ซี ซึ่งต้นตระกูลเป็นพระในศาสนาโซโรแอสเตอร์ บิดา คือ นัสเซอร์วานจี เป็นคนแรกในตระกูลที่เลือกอาชีพเป็นนักธุรกิจ เริ่มกิจการโดยการก่อตั้งบริษัทส่งสินค้าออก เขาเลือกมุมไบเป็นฐานเพราะเป็นเมืองใหญ่ เหมาะแก่การทำธุรกิจกับต่างประเทศ
จัมเศตจี ทาทา เริ่มเรียนรู้การทำธุรกิจกับพ่อตั้งแต่เมื่ออายุได้ 14 ปี พร้อมๆ กับการเข้าเรียนในวิทยาลัยเอลฟินสโตน (Elphinstone College) เขาแต่งงานกับ หิวาไบ ดาบู ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในวิทยาลัย เขาจบการศึกษาเมื่อปี 2401 ขณะอายุได้ 19 ปี
ช่วงนั้นบรรยากาศไม่เหมาะแก่ชาวอินเดียที่จะบุกเบิกทำการค้าขายกับต่างประเทศนัก เพราะเมื่อปี 2400 เกิดการก่อกบฏครั้งใหญ่ในอินเดีย เรียกกันในหมู่ชาวอังกฤษว่า “กบฏอินเดีย ปี 2400” (Indian Rebellion of 1857) กองกำลังชาวอินเดียลุกขึ้นเข่นฆ่าผู้ปกครองชาวอังกฤษ สามารถเอาชนะในการรบได้ในบางสมรภูมิ ทำให้อังกฤษโกรธแค้นมากและทำการกำราบปราบปรามอย่างรุนแรงและเฉียบขาดจนกลุ่มกบฏพ่ายแพ้ อังกฤษแก้แค้น โดยบังคับให้ฝ่ายกบฏที่ถูกจับกุมเลียรอยเลือดของคนอังกฤษ
แต่นัสเซอร์วานจีก็สร้างธุรกิจของตนจนเติบโตต่อมาได้ จัมเศตจีทำการค้าในบริษัทของพ่อจนอายุ 29 ปี จึงออกไปตั้งบริษัทค้าขายของตนเอง ในปี 2411 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์
จัมเศตจี ทาทา ก่อตั้งบริษัทโดยเงินลงทุน 2.1 หมื่นรูปี มูลค่าในปี 2558 ตกราว 21 ล้านบาท เขาซื้อโรงงานแห่งหนึ่งที่ล้มละลายในเมืองชินโปคลีมาปรับปรุงเป็นโรงงานทอผ้า สองปีต่อมาเขาขายโรงงานนั้นเพื่อทำกำไร ตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองนาคปุระ เมื่อปี 2417 โดยต่อมาได้ตั้งชื่อว่า “โรงงานพระจักรพรรดินี” (Empress Mill) เพื่อถวายเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2420
จัมเศตจี ทาทา ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่าจะทำงานใหญ่ 4 ชิ้น ได้แก่ (1) สร้างบริษัทเหล็กกล้าขนาดใหญ่ (2) สร้างสถาบันการศึกษาชั้นเลิศ (3) สร้างโรงแรมชั้นหนึ่งที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และ (4) สร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ
ความฝันของจัมเศตจี เป็นจริงทั้ง 4 ประการ บริษัทเหล็กกล้าทาทาเป็นบริษัทเหล็กกล้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในอินเดียและในเอเชีย ต่อมาสามารถผงาดขึ้นเป็นอันดับ 5 ของโลก ผลิตเหล็กกล้าได้ถึง 20 ล้านตัน/ปี
ทางด้านการศึกษาจัมเศตจีได้วางรากฐานจนสามารถก่อตั้งสถาบันวิจัยพื้นฐานขึ้นในมุมไบ คือ สถาบันวิจัยพื้นฐานทาทา (Tata Institute of Fundamental Research) และสถาบันวิทยาศาสตร์อินเดีย (Indian Institute of Science) ที่บังกะลอร์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเบงการูรู
โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ผลิตไฟฟ้าทาทา (Tata Power Company Limited) เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย กำลังการผลิตกว่า 8,000 เมกะวัตต์
สำหรับโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซเป็นกิจการเดียวที่จัมเศตจีทำสำเร็จตั้งแต่ยังมีชีวิต เปิดบริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2446 เมื่อแรกสร้างเป็นอาคารรูปทรงผสมผสานศิลปะอินเดียและอังกฤษสูง 7 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอินเดีย 2 คน ควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤษ เงินลงทุน 2.5 แสนปอนด์ คิดเป็นมูลค่าในปี 2551 ราว 127 ล้านปอนด์ ต่อมาได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหลังสูง 22 ชั้น และเปิดบริการเมื่อปี 2516
ปัจจุบันโรงแรมแห่งนี้มี 560 ห้อง เป็นห้องสวีต 44 ห้อง พนักงาน 1,500 คน พ่อบ้าน 35 คน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงแรมนี้ถูกดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลขนาด 600 เตียง
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2551 โรงแรมชั้นหนึ่งหลายแห่งในมุมไบถูกผู้ก่อการร้ายบุกยึด มีคนตายไปอย่างน้อย 167 คน ตายในโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ 31 คน อาคารเก่าถูกเผาจนเสียหายหนัก
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2551 โรงแรมส่วนที่เสียหายน้อยเปิดบริการได้ใหม่ ส่วนที่เสียหายมากต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานเป็นปี ใช้เงินไปราว 1,750 ล้านรูปี และเปิดใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันเอกราชของอินเดีย รัตนะ ทาทา บุตรชายคนเล็กของจัมเศตจี ประธานกลุ่มทาทาในปัจจุบันดูแลครอบครัวพนักงานที่เสียชีวิตอย่างดี ระหว่างทำการซ่อมแซมพนักงานทั้งหมดที่ต้องหยุดงาน กลับบ้าน ได้รับเงินเดือนโดยตลอดจนโรงแรมเปิดให้บริการใหม่
ฮิลลารี คลินตัน ไปเยือนมุมไบในเดือน ก.ค. 2553 เข้าพักที่โรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ ในงานเลี้ยงเธอกล่าวว่า “ฉันต้องการสื่อสารว่าทั้งโดยส่วนตัวและประเทศของเราเห็นใจและขอร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพนักงานและแขกของทัชมาฮาลพาเลซที่สูญเสียชีวิตไป... ร่วมกับชาวมุมไบ”
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2553 ประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้ และได้กล่าวปราศรัยที่ระเบียงโรงแรม ว่า “ทัชมาฮาลพาเลซเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความสามารถในการฟื้นตัวของชาวอินเดีย”







