posttoday
หมดยุคผ่อนปรน จีนขึงเข้มคุมหนี้-ฟองสบู่

หมดยุคผ่อนปรน จีนขึงเข้มคุมหนี้-ฟองสบู่

04 เมษายน 2560

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) แถลงว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยรอบล่าสุดนี้ซึ่งมีผลไปตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. เป็นการขึ้นดอกเบี้ยระยะข้ามคืนของกลไกกู้ยืมระยะสั้น (SLF) 0.2% ไปอยู่ที่ 3.3% ขึ้นดอกเบี้ยระยะ 7 วัน เป็น 3.45% และระยะ 1 เดือน เป็น 3.8% จากรายงานของบลูมเบิร์ก ขณะที่รอยเตอร์สระบุว่า พีบีโอซียังขึ้นดอกเบี้ยในกลไกกู้ยืมระยะกลาง (MLF) และดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืน (Repo) อีกด้วยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจับตา เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ย “ครั้งที่ 3 ในปีนี้” หรือเท่ากับว่าแบงก์ชาติจีนได้ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วทุกเดือนตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. และเป็นการสะท้อนสัญญาณที่ชัดเจน สอดคล้องไปกับที่ประชุมสภาประชาชนจีน (เอ็นพีซี) เมื่อเดือนที่แล้วว่า ปี 2017 จะเป็นปีแห่งการคุมความเสี่ยงมากกว่าเร่งเติบโตนั่นหมายความว่า สัญญาณการฟื้นตัวที่ดีหลายด้านของจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การส่งออก หรือผลกำไรของภาคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจนเข้าไตรมาส 2 นี้ อาจจะไม่ใช่อานิสงส์ที่ช่วยหนุนการขยายตัวของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้มากเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะจีนในยุค “

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) แถลงว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยรอบล่าสุดนี้ซึ่งมีผลไปตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. เป็นการขึ้นดอกเบี้ยระยะข้ามคืนของกลไกกู้ยืมระยะสั้น (SLF) 0.2% ไปอยู่ที่ 3.3% ขึ้นดอกเบี้ยระยะ 7 วัน เป็น 3.45% และระยะ 1 เดือน เป็น 3.8% จากรายงานของบลูมเบิร์ก ขณะที่รอยเตอร์สระบุว่า พีบีโอซียังขึ้นดอกเบี้ยในกลไกกู้ยืมระยะกลาง (MLF) และดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืน (Repo) อีกด้วย

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจับตา เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ย “ครั้งที่ 3 ในปีนี้” หรือเท่ากับว่าแบงก์ชาติจีนได้ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วทุกเดือนตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. และเป็นการสะท้อนสัญญาณที่ชัดเจน สอดคล้องไปกับที่ประชุมสภาประชาชนจีน (เอ็นพีซี) เมื่อเดือนที่แล้วว่า ปี 2017 จะเป็นปีแห่งการคุมความเสี่ยงมากกว่าเร่งเติบโต

นั่นหมายความว่า สัญญาณการฟื้นตัวที่ดีหลายด้านของจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การส่งออก หรือผลกำไรของภาคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจนเข้าไตรมาส 2 นี้ อาจจะไม่ใช่อานิสงส์ที่ช่วยหนุนการขยายตัวของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้มากเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะจีนในยุค “นิวนอร์มอล” จะไม่หน้าใหญ่ใจกว้างเผื่อแผ่จนตัวเองแย่เหมือนที่ผ่านมาอีก

การขยายอิทธิพลในต่างประเทศนำโดยเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หากแต่การขยายเส้นทางการค้าโลกผ่านยุทธศาสตร์ “1 แถบ 1 เส้นทาง” (One Belt, One Road : OBOR) ถือเป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาวที่ยังรอได้ ต่างจากปัญหาเฉพาะหน้าในวันนี้ที่รอไม่ได้และจำเป็นต้องรีบแก้กันตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่อง “หนี้” และ “ฟองสบู่” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ใต้พรมที่สำคัญ นอกเหนือไปจากปัจจัยพื้นฐานปกติของการปรับตัวให้ทันกับสหรัฐ

พีบีโอซีให้เหตุผลการขึ้นดอกเบี้ยว่าเป็นการปรับตามทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% เมื่อเดือน ธ.ค. 2016 และเดือน มี.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศที่ผูกค่าเงินของตัวเองไว้กับเงินเหรียญสหรัฐจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อลดส่วนต่าง และคุมเสถียรภาพในตลาดการเงิน โดยเฉพาะจีนที่ยังต้องควบคุมทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ยของจีนได้ปรับขึ้นมากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงในบ้านหลายอย่างรุมเร้าอยู่เป็นทุนเดิม

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ของจีนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะได้รับการพูดถึงมาหลายปีแล้ว ทว่าด้วยปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลและขนาดเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ทำให้ปัญหานี้เป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก และต้องใช้เวลายาวที่สุดปัญหาหนึ่งของจีน

เรื่องนี้สะท้อนได้จากปริมาณหนี้ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นไปแตะ 277% จาก 254% ของปีก่อนหน้า เพราะแม้จีนจะห่วงเรื่องหนี้ที่พอกพูน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยุงเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นหนี้ภาคเอกชนถึง 169% ซึ่งธนาคารยูบีเอสวิเคราะห์ว่า การก่อหนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้่นเป็นเพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้ดอกเบี้ยและเงินกู้ก้อนเดิม

จึงไม่น่าแปลกใจหากตัวเลขการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงินในจีนปี 2016 จะเพิ่มขึ้นจนทุบสถิติใหม่ที่ 12.65 ล้านล้านหยวน (ราว 63 ล้านล้านบาท) และตัวเลขในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังสูงสุดทุบสถิติเป็นอันดับ 2 ด้วย

แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ โค (พิมโค) ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยรีโปและดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดการเงิน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญทางการเงินที่จีนเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2014 ที่ผ่านมา เป็นเพราะทางการจีนต้องการเริ่มคุมหนี้ภาคเอกชนก่อนเป็นหลัก ไม่หว่านแหไปยังหนี้ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ เพราะปัจจุบันภาคการเงินจีนมีความซับซ้อนมากขึ้น ภาคเอกชนจีนได้ลดสัดส่วนการกู้ยืมจากธนาคารลง และหันไปกู้ยืมจากตลาดการเงินมากขึ้นแทนแล้ว ดังนั้น เพื่อลดหนี้ภาคเอกชนโดยไม่ให้กระทบกับภาคส่วนอื่นมากเกินไป แบงก์ชาติจีนจึงหันไปควบคุมผ่านกลไกเหล่านี้แทน

เพราะเพียงแค่ 4 เดือนแรกของปีนี้ ก็มีบริษัทจีนถึง 7 แห่งแล้ว ที่ประสบภาวะผิดนัดชำระหนี้ในตราสารหนี้ 9 รายการ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับของทั้งปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 29 รายการ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าการผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้อาจเพิ่มขึ้น จากปัจจัยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยและการที่รัฐควบคุมภาคการผลิตส่วนเกิน เช่น ถ่านหินและเหล็ก เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกันผลกระทบจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังทำให้จีนต้องหันมาเร่งควบคุมความเสี่ยงฟองสบู่อย่างจริงจังขึ้นด้วย โดยเฉพาะ “ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์” ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ แม้ว่าจีนจะเริ่มทยอยออกมาตรการควบคุมมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก็ตาม

ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยใน 70 เมืองใหญ่ของจีนเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ขยายตัวขึ้น 10.56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขึ้นมา 0.33% จากเดือนก่อน นำโดยกรุงปักกิ่งที่ราคาถีบตัวขึ้นมาถึง 24.1% จากปีก่อน และทำให้ทางการจีนต้องออกมาตรการควบคุมความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปพร้อมกัน

ทางการกรุงปักกิ่งต้องออกมาตรการใหม่มาควบคุมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ขึ้นเพดานค่าดาวน์บ้านหลังที่ 2 เป็นสูงสุด 80% จากราคาบ้าน และห้ามการจดทะเบียนก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีรูปทรงแปลกเกินไป อาทิ ห้องที่ขนาดเล็กมากเกินไป เพื่อควบคุมการเก็งกำไร ซึ่งนอกจากกรุงปักกิ่งแล้ว อีกกว่า 30 เมืองทั่วประเทศจีนยังออกมาตรการในทำนองเดียวกันนี้ออกมาใช้ด้วย อาทิ หังโจว เซียะเหมิน ฟูโจว กุ้ยหยาง ฉางโจว และฉางชุน

ยิ่งภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อ่อนไหวและไม่น่าไว้ใจภายใต้บรรยากาศการกีดกันทางการค้าที่นำโดยสหรัฐเช่นนี้ จีนจึงต้องเร่งปรับตัวรับมือให้เร็วและทยอยลดการผ่อนปรนตลอดช่วงนับสิบปีที่ผ่านมาลงเสียที 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท