
ปรองดอง ถล่มพท. ร้าวก่อนเจรจา
โดย......ทีมข่าวการเมือง
โดย......ทีมข่าวการเมือง
ยังไม่ทันจะเจรจาปรองดอง แต่บ้านเมืองก็กลับมาขัดแย้งลุกเป็นไฟกันอีกครั้ง ที่ร้อนสุดคือ พรรคเพื่อไทย...
ทั้งที่เป็นฝ่ายขอปรองดองกับรัฐบาลก่อน แต่พลันที่จุดพลุเรื่องนี้ออกมา พรรคก็แทบร้าว เหมือนถูกระเบิดโยนกลับใส่อาคารพรรคเพื่อไทยจนสั่นสะเทือน
ลูกพรรคออกโรงถล่มยับ ปลอดประสพ สุรัสวดี เสนอเรื่องใหญ่ทั้งทีกลับไม่คุยในพรรคก่อน
“พอเสนอไปมันก็เหมือนเปิดคางให้เขาชก”
“สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์” สส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย เปรียบภาพให้เห็น ก่อนจะเล่าบรรยากาศการประชุมพรรคเมื่อวันอังคารว่า “ปลอดประสพ” ถูกลูกพรรคซักฟอกเละว่าเดินเกมพลาดมหันต์
เช่นเดียวกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดง แม้พยายามเข้าใจปลอดประสพที่เสนอให้พรรคปรองดอง แต่ก็ไม่วางใจปลอดประสพและพวกสายพิราบในพรรคที่ดอดไปเจรจาลับ จนที่สุดที่มาของ “การขอปรองดอง” ก็ถูกเฉลยออกมาว่า เป็นผลจากการหารือบนโต๊ะอาหารระหว่างแกนนำสองปีก พรรคประชาธิปัตย์ มี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส่วนนักการเมืองสีแดง ประกอบด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง พงศ์เทพ เทพกาญจนา ปลอดประสพ สุรัสวดี โดยมีเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยบางประเทศ ร่วมโต๊ะพูดคุยที่โรงแรมดังแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา
เนื้อหาบนโต๊ะพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองรวมถึงผลการเลือกตั้ง สก. และ สข. แม้ไม่ได้ลงลึกถึงการจับมือปรองดองกัน แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่ตัวแทนสองขั้วระดับ “แกนความคิด” ได้ร่วมโต๊ะพูดคุยแบบเห็นหน้าเห็นตา
เพียงแต่ “ปลอดประสพ” ซึ่งมีความหวังดีและอยากเห็นวิกฤตประเทศคลี่คลาย ได้ออกแถลงการณ์ในวันถัดมา โดยอ้างในนามพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันเพื่อให้ความสงบกลับคืนมา ประเทศจะได้เดินหน้าได้
หากดูแถลงการณ์ครั้งนั้น ปลอดประสพเท้าความถึงการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 2 ก.ย. โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยได้เห็นประกายบางอย่าง เนื่องจากมีคณะบุคคลที่เคารพนับถือ คณะองค์กรระหว่างประเทศ และทูตจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาให้การช่วยเหลือสังคมไทย รวมถึงรัฐบาลที่เริ่มจะเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น
“ทุกฝ่ายต้องหยุดการใช้ความรุนแรง รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ที่จะเริ่มต้นกระทำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เช่น การกล่าวหากันด้วยวาจา โดยไม่มีมูลของข้อเท็จจริงเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้จะไม่มีทางออกของประเทศ หรือการกระทำที่มุ่งแต่จะทำร้ายกัน หรือแม้แต่การใช้ตัวบทกฎหมายที่เกินความเหมาะสม”
นี่จึงเป็นการเปิดคางให้รัฐบาลชกเต็มๆ อย่างที่ลูกพรรคเพื่อไทย ไม่พอใจเพราะนอกจากเป็นฝ่ายขอปรองดองก่อน ยังหาญกล้ายอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า พรรคเพื่อไทยก็มีส่วนที่ก่อให้เกิดความรุนแรง
ทั้งที่ต้องปรบมือให้ปลอดประสพที่กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา สวนกับสิ่งที่คนในพรรคพูด
แต่รัฐบาลรุกกลับแบบหอมปากหอมคอ ใช้จังหวะนี้เปิดแผลเพื่อไทยว่า ถ้าจะมาเจรจาปรองดอง ให้แยกเสื้อแดงออกจากพรรค ให้จัดการขบวนการล้มเจ้า และยุติการใช้ความรุนแรงก่อน!!
กระแทกเข้าที่ปลายคางอย่างจัง ลูกพรรคเลยฉุนหาว่าปลอดประสพยื่นหน้าให้รัฐบาลต่อย!!
บรรดาลูกพรรคและสายฮาร์ดคอร์ที่ไม่ได้รับรู้การเจรจาของ “นักการเมืองสีแดง” ที่มีอยู่หลายกลุ่มก๊วน และต่างคนต่างทำภารกิจลับ ไม่เป็นเอกภาพ จึงไม่พอใจอย่างแรง
แต่เมื่อข้อเสนอปรองดองติดกระแสสังคม พรรคเพื่อไทยก็จำต้องโหนให้ดูหล่อไปด้วย และพยายามพลิกมุมกลับว่าเป็นเพราะรัฐบาลตั้งแง่เกินไป ไม่จริงใจ ทำให้การปรองดองทำท่าล้มเหลว
ทั้งที่จริงผู้กุมอำนาจสายเหยี่ยวในเพื่อไทยต่างหากที่ไม่อยากปรองดอง เพราะเกรงจะเสียแนวร่วมจากคนเสื้อแดง ทั้งแดง นปช. และแดงสยาม จึงปฏิเสธข้อเสนอปรองดองของ “พิราบปลอดประสพ”
“สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แกนนำแดงกลุ่ม 24 มิ.ย. บอกว่า นี่เป็นการเล่นละครลิงของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต่างจากจตุพรหัวหน้าใหญ่เสื้อแดง ที่ประกาศกร้าวว่าถ้าไม่มีการดำเนินคดีกับอภิสิทธิ์ในเหตุการณ์สลายชุมนุม ก็ไม่ควรปรองดอง พร้อมขู่ว่าเมื่อไรที่เพื่อไทยละทิ้งเรื่องคนตาย เสื้อแดงก็จะทิ้งพรรคเมื่อนั้น
ปัญหาของพรรคเพื่อไทย คือไม่เป็นเอกภาพแม้แต่คนเพื่อไทยด้วยกันก็ยังสรุปไม่ได้ว่า นอกจากทักษิณ ชินวัตร แล้ว ใครคือผู้กุมอำนาจตัวจริงในพรรค และบางทีก็ไม่ใช่ทักษิณ แต่เป็นขบวนการเสื้อแดงต่างหากที่ใหญ่คับพรรค จนแยกจากกันได้ ซึ่งก็มีทั้งด้านดีและด้านลบ
ดีในแง่ได้ฐานมวลชน ส่วนลบคือ พรรคเพื่อไทยก็จะผูกติดกับภาพความรุนแรง ที่ใช้อำนาจนอกระบบยึดอำนาจรัฐ
ศึกปรองดองครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลว่าจะเจรจากันได้เมื่อใด ใครจะไปคนเจรจา มีคนกลางหรือไม่ หัวข้อพูดคุยเป็นอย่างไร
ที่ลึกซึ้งกว่านั้น นี่เป็นการประลองกำลังระหว่างสายพิราบกับสายฮาร์คอร์ในพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดระบบถ่วงดุลภายในพรรค หลังพ่ายในเหตุการณ์ “พฤษภามหาโหด” เพื่อให้สรุปบทเรียนว่าจะให้ “แดงนำพรรค” หรือพรรคนำแดง ซึ่งเป็นครั้งที่สองแล้ว หลังจากครั้งแรกก็เพลี่ยงพล้ำในสงกรานต์เลือดปี 2552 หากเพื่อไทยยังเดินหน้าโค่นรัฐบาลด้วยเกม “นอกสภาใต้ดิน” ที่สุดเพื่อไทยก็ไม่มีทางชนะ
เว้นแต่การต่อสู้ในระบบรัฐสภาบนแนวทางประชาธิปไตย ไม่ออกนอกกรอบ ที่สำคัญพรรคการเมืองต้องเป็นฝ่ายนำมวลชน
ซึ่งสายพิราบไม่ว่าจะเป็นปลอดประสพ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ฯลฯ ซึ่งบิ๊กเหล่านี้ล้วนปฏิเสธม็อบแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะทักษิณต้องการใช้ม็อบล้มรัฐบาล
วันนี้ยิ่งคนในพรรคออกมาถล่มปลอดประสพมากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนจุดยืนของพรรคที่ต้องการให้ม็อบแดงนำพรรคเพื่อไทย
คำถามที่ว่าจะมีการเจรจาปรองดองหรือไม่อาจไม่มีคำตอบ นอกจากพรรคเพื่อไทยจะปรองดองกันภายในอย่างไร ว่าต้องการชนะใจประชาชนทุกชนชั้นหรือไม่ หรือหวังแต่ชนะใจม็อบ







